Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดสมาคมโรงสีอีสาน หนุนมาตรการรัฐ ดันราคาข้าวนาปรังขึ้น

สมาคมโรงสีอีสาน หนุนมาตรการรัฐ ดันราคาข้าวนาปรังขึ้น

-

นครราชสีมา- สมาคมโรงสีภาคอีสาน หนุนมาตรการรัฐ ดันราคาข้าวนาปรังขึ้น แนะเร่งปัดฝุ่น ตั้งตลาดซื้อขายล่วงหน้า แก้ปัญหาราคาตกต่ำระยะยาว

เมื่อ 24 ก.พ. 68  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจาก คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการตลาด มีมติเห็นชอบ 3 มาตรการสำคัญ เพื่อพยุงราคาข้าวเปลือกนาปรังจากสถานการณ์ราคาตกต่ำ อันเป็นผลมาจากการกลับมาส่งออกข้าวของ อินเดีย

ล่าสุด นายวิชัย ศรีนวกุล นายกสมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือแสดงความเห็นต่อมาตรการดังกล่าวว่า ถือเป็นแนวทางที่ช่วยบรรเทาปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังมีรายละเอียดที่ต้องปรับปรุงและกำหนดให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการช่วยเหลือเกษตรกร

สำหรับ 3 มาตรการที่รัฐบาลนำมาใช้ ได้แก่ 1. สินเชื่อชะลอการขายข้าว โดยให้เงินช่วยค่าฝากเก็บ 1,500 บาทต่อตัน หากเก็บไว้ในยุ้งฉางของตัวเอง และ 1,000 บาทต่อตัน หากฝากไว้ที่สหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์จะได้รับเพิ่มอีก 500 บาทต่อตัน ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต้องเก็บข้าวไว้ระหว่าง 1-5 เดือน โดยมีเป้าหมายที่ 1.5 ล้านตัน

2. ชดเชยดอกเบี้ย 6% ให้กับโรงสีที่เก็บสต๊อกข้าวไว้ 2-6 เดือน โดยมีเงื่อนไขว่าต้องซื้อข้าวสูงกว่าราคาตลาด 200 บาทต่อตันขึ้นไป ตั้งเป้าไว้ที่ 2 ล้านตัน และ 3. เปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกโดยรัฐจะสนับสนุนค่าบริหารจัดการ 500 บาทต่อตัน พร้อมกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องรับซื้อข้าวสูงกว่าตลาด 300 บาทต่อตัน ตั้งเป้ารับซื้อ 3 แสนตัน โดยใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 1,893.53 ล้านบาท

นายวิชัย เปิดเผยว่า ข้าวนาปรังที่กำลังจะออกสู่ตลาดพร้อมกันทั่วประเทศในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ส่วนใหญ่จะถูกส่งออกไปต่างประเทศถึง 60-70% และใช้ภายในประเทศเพียง 30-40% เท่านั้น โดยข้าวนาปรังส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคกลางและภาคตะวันออก

ขณะที่ภาคอีสานมีปริมาณน้อย เนื่องจากขาดแคลนน้ำสำหรับเพาะปลูก ข้าวที่ปลูกได้ส่วนมากเป็นข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียว ซึ่งยังคงมีราคาค่อนข้างดี โดยข้าวหอมมะลิอยู่ที่ตันละ 15,500 – 15,600 บาท และข้าวเหนียวอยู่ที่ตันละ 12,000 – 13,000 บาท

แต่ปัญหาหลักจะเกิดขึ้นในภาคกลางและภาคตะวันออก ที่ปลูกข้าวนาปรังเป็นหลัก และเมื่อปริมาณข้าวออกมามากในช่วงเวลาเดียวกัน ย่อมทำให้เกิดภาวะล้นตลาด ราคาข้าวตกต่ำ และกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร

นายวิชัย กล่าวต่อไปว่า มาตรการของรัฐบาลที่ออกมา ถือเป็นแนวทางช่วยชะลอการขาย เพื่อพยุงราคาข้าวให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะเงื่อนไขในการรับฝากข้าวของเกษตรกร ซึ่งเดิมทีเกษตรกรสามารถฝากข้าวไว้ในยุ้งฉางของตนเองหรือสหกรณ์ เพื่อขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้

แต่ในกรณีที่เกษตรกรนำข้าวไปฝากไว้กับโรงสี ยังไม่มีความชัดเจนว่า ธ.ก.ส. จะสามารถให้สินเชื่อได้หรือไม่ เนื่องจากโรงสีไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขเดิมของโครงการชะลอการขายข้าว ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการให้โรงสีเข้ามามีบทบาทในการรับฝากข้าวมากขึ้น ก็จำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง

ในส่วนของมาตรการเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก แม้จะช่วยให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น แต่สำหรับภาคอีสานที่ปลูกข้าวนาปรังน้อยและกระจายตัวอยู่ไกลกันมาก อาจทำให้การเปิดจุดรับซื้อแต่ละแห่งมีปริมาณข้าวเปลือกไม่เพียงพอ ส่งผลให้ต้นทุนดำเนินการสูงขึ้น และอาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

อีกทั้ง เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการขนส่งข้าวไปขาย ซึ่งอาจทำให้โครงการนี้ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

นายวิชัย ยังเสนอว่า ทางออกที่ยั่งยืนกว่าคือการผลักดันให้เกิด “ตลาดซื้อขายล่วงหน้าสินค้าเกษตร” โดยอธิบายว่า ราคาสินค้าเกษตรขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทาน หากสามารถกำหนดปริมาณการซื้อขายล่วงหน้าได้ ก็จะช่วยให้เกษตรกรวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ลดปัญหาราคาตกต่ำอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ ประเทศสหรัฐอเมริกามีตลาดซื้อขายล่วงหน้ามานานแล้ว ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถกำหนดราคาขายได้ก่อนถึงช่วงเก็บเกี่ยว ทำให้สามารถบริหารความเสี่ยงด้านราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทย แม้จะเคยมีแนวคิดเรื่องตลาดซื้อขายล่วงหน้าสินค้าเกษตรเมื่อ 10 กว่าปีก่อน แต่กลับถูกล้มเลิกไปเนื่องจากขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งที่แนวคิดนี้สามารถช่วยให้ราคาผลผลิตเกษตรมีเสถียรภาพมากขึ้น ลดการพึ่งพามาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในระยะยาว และส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดข้าว

นายวิชัย กล่าวย้ำว่า หากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำอย่างยั่งยืน ควรนำแนวคิดตลาดซื้อขายล่วงหน้ากลับมาปัดฝุ่น และดำเนินการอย่างจริงจัง โดยต้องมีการกำหนดระบบการซื้อขายที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เพื่อให้เกษตรกรสามารถขายข้าวล่วงหน้าในราคาที่เหมาะสม และมั่นใจได้ว่า ผลผลิตของตนจะมีตลาดรองรับ ไม่ถูกกดราคาจากกลุ่มพ่อค้าคนกลาง

“หากประเทศไทยมีตลาดซื้อขายล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ เกษตรกรจะสามารถกำหนดแผนการผลิตได้ดียิ่งขึ้น โรงสีก็จะสามารถบริหารจัดการสต๊อกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และภาครัฐเองก็ไม่ต้องแบกรับภาระงบประมาณจำนวนมาก ในการแทรกแซงตลาดข้าวทุกปี” นายวิชัย กล่าวทิ้งท้าย

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

จากคนเคยลำบาก…สู่เจ้าของร้านใจบุญข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ 60 บาทอิ่มไม่อั้น

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่บีบรัดผู้คนในทุกระดับ ยังมีเรื่องราวเล็กๆ ที่สะท้อน “ความอิ่ม” ที่ยิ่งใหญ่กว่าความอิ่มท้อง ร้านข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ “เป็นต่อ” ตั้งอยู่ริมถนนดอนตูม–นครปฐม ในพื้นที่อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม อาจเป็นเพียงร้านอาหารธรรมดาในสายตาใครหลายคน แต่สำหรับลูกค้าจำนวนมาก ที่นี่คือ “ที่พึ่งของความหิว” ด้วยราคาเพียง 60 บาท ลูกค้าสามารถตักข้าวราดแกงได้ไม่อั้น ไม่จำกัดเวลา มีเมนูให้เลือกหลากหลาย ทั้งต้ม ผัด แกง ทอด น้ำพริก ผักสด รวมถึงก๋วยเตี๋ยวไก่และขนมหวาน สลับหมุนเวียนไม่ซ้ำในแต่ละวัน จนกลายเป็นร้านยอดนิยมในเวลาเพียง 1 เดือน ลูกค้าทั้งในพื้นที่...