Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดเร่งผลักดันการผลิตข้าวไทยสู่มาตรฐานสากลสู้เวทีโลก

เร่งผลักดันการผลิตข้าวไทยสู่มาตรฐานสากลสู้เวทีโลก

-

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยผลการติดตามโครงการนำร่องต้นแบบการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล EU/NOP ด้วยวิธีการบริหารจัดการน้ำเพื่อการทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ เพื่อพัฒนาเกษตรกรสู่การผลิตข้าวตามมาตรฐานสากล สศก. เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตข้าวให้ได้มาตรฐานสากลโดยเฉพาะการผลิตข้าวอินทรีย์ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น สศก. โดยกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA)จึงได้ให้การสนับสนุนเงินทุน  แก่ วิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ต.ผักไหม อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ จำนวน 15,598,853 บาท ในการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสู่มาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์สากล (EU/NOP) และการบริหารจัดการน้ำเพื่อการทำเกษตรอินทรีย์ โดยมีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบโครงการ

ฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)

ผลจากการติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงานโครงการฯ ระหว่างวันที่ 5 – 8 มกราคม 2568 พบว่า กิจกรรมการผลิตข้าวสู่มาตรฐานสากล มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 100 ราย มีพื้นที่ปลูกข้าวในโครงการ จำนวน 1,929 ไร่ ซึ่งมากกว่าเป้าหมายของโครงการ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินงานโครงการปีที่ 3 ซึ่งอยู่ในช่วงระยะปรับเปลี่ยน 3 (T3) /Organic (มาตรฐาน EU) และขณะนี้ได้รับการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากลในระยะปรับเปลี่ยน จากคณะผู้ตรวจประเมินจากหน่วยงานตรวจรับรองสากล

สำหรับในปี 2568 คาดว่าเกษตรกรในโครงการจะผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล EU/NOP  ซึ่งจะทำให้ผลผลิตข้าวสามารถส่งออกไปจำหน่ายได้ในตลาดยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีราคาจำหน่ายสูงกว่า ข้าวทั่วไป ทั้งนี้ คาดว่าเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ด้านกิจกรรมการบริหารจัดการน้ำเพื่อการทำเกษตรอินทรีย์ ได้ดำเนินการก่อสร้างระบบเติมน้ำใต้ดินและควบคุมตามแบบเพื่อให้เข้ากับสภาพของพื้นที่  ระบบเปิด ปัจจุบันดำเนินการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ผลปรากฏว่า มีปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บสำหรับการปลูกข้าวในพื้นที่โครงการกว่า 1,500 ไร่ ส่งผลให้เกษตรกรผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น และมีรายได้เพิ่ม นอกจากนี้ ในฤดูแล้งยังมีน้ำใช้สำหรับปลูกพืชหลังนา เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว   และกระเจี๊ยบ รวมถึงเป็นแหล่งน้ำชุมชนที่ช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ถือเป็นโครงการต้นแบบในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรที่ประสบผลสำเร็จ

อย่างไรก็ดี ยังพบปัญหาการดำเนินโครงการที่เกษตรกรยังขาดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติตามมาตรฐาน เช่น การบันทึกรายละเอียดข้อมูลรายแปลง การควบคุมการใช้ปัจจัยการผลิต การแยกอุปกรณ์ที่ใช้ในแปลง การใช้เทคโนโลยีในการบันทึกพิกัดแปลง และทักษะการสื่อสารภาษาต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต่อการขอรับการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล ที่ปรึกษากลุ่มฯมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้ให้ความรู้ คำแนะนำแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่องสำหรับการเตรียมความพร้อมเป็นผู้ประกอบการที่จะได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในอนาคต  ทั้งนี้ หากเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้า

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

จากคนเคยลำบาก…สู่เจ้าของร้านใจบุญข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ 60 บาทอิ่มไม่อั้น

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่บีบรัดผู้คนในทุกระดับ ยังมีเรื่องราวเล็กๆ ที่สะท้อน “ความอิ่ม” ที่ยิ่งใหญ่กว่าความอิ่มท้อง ร้านข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ “เป็นต่อ” ตั้งอยู่ริมถนนดอนตูม–นครปฐม ในพื้นที่อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม อาจเป็นเพียงร้านอาหารธรรมดาในสายตาใครหลายคน แต่สำหรับลูกค้าจำนวนมาก ที่นี่คือ “ที่พึ่งของความหิว” ด้วยราคาเพียง 60 บาท ลูกค้าสามารถตักข้าวราดแกงได้ไม่อั้น ไม่จำกัดเวลา มีเมนูให้เลือกหลากหลาย ทั้งต้ม ผัด แกง ทอด น้ำพริก ผักสด รวมถึงก๋วยเตี๋ยวไก่และขนมหวาน สลับหมุนเวียนไม่ซ้ำในแต่ละวัน จนกลายเป็นร้านยอดนิยมในเวลาเพียง 1 เดือน ลูกค้าทั้งในพื้นที่...