พรภวิษย์ เสริมศิริ เกษตรกรบ้านคำปุง ต.นาดี อ.เมือง จ.สุรินทร์ กล่าวถึงสถานการณ์การทำนาในช่วงครึ่งปีแรกว่า ยังประสบปัญหาเรื่องภัยแล้งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ส่งผลให้การทำนาข้าวผลผลิตไม่ค่อยดีมากนัก เกษตรกรส่วนหนึ่งเริ่มหันมาใช้พื้นที่ทำนาหันมาปลูกหญ้า เพื่อใช้ในการเลี้ยงวัว ควาย เพราะในแถบจ.สุรินทร์ จ.ร้อยเอ็ด และจ.มหาสารคาม นิยมเลี้ยงสัตว์กันเยอะ เกษตรกรบางท้องที่ใช้พื้นที่ปลูกหญ้า 5 ไร่ขึ้นไป อย่างหญ้าเนเปียร์, หญ้าแพงโกลา หญ้าไนท์นิยมใช้เลี้ยงโคพันธุ์เนื้อกันมาก

พร้อมกันนั้น การเพาะปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ แค่ใช้ระยะเวลาสั้นๆ 45 -50 วัน ใช้เวลาตัดครั้งละ 2เดือนต่อครั้ง ส่วนการทำนากว่าจะเก็บเกี่ยวได้รอ 6 เดือน สามารถนำเงินมาเป็นทุนหมุนเวียนได้ รวมทั้ง การขายฟางข้าวอัดแท่ง กิโลกรัมละ 40-50 บาท ซึ่งได้ราคาค่อนข้างดี
“เกษตรกรทำนาปีนี้ เจอภัยแล้ง หลายคนเริ่มปรับตัว หันมาปลูกหญ้าขายกันเยอะ แต่ช่วงนี้ราคาข้าวเปลือก ข้าวหอมมะลิขายตันละ 17,000 บาท อีกทั้ง ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ระบายขายข้าวในสต็อกออกไปเยอะ จึงทำให้ตลาดมีความต้องการสูง
ส่วนตลาดต่างประเทศ ยังมีความต้องการข้าวจากเมืองไทยต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลาง แต่ข้าวที่ส่งออกค่อนข้างที่มีความต้องการสินค้าคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมปทุม ข้าวหอมมะลิ จากจ.ร้อยเอ็ด, จ.ศรีสะเกษ, บุรีรัมย์ และสุรินทร์ แต่ละแหล่งจะมีคุณภาพที่ต่างกัน








