หน้าแรกข่าวล่าสุดฮือฮา!กระบือค่าตัวกว่า 10 ล้านเผยโฉมงามเทศกาลควายไทยอุทัยธานี

ฮือฮา!กระบือค่าตัวกว่า 10 ล้านเผยโฉมงามเทศกาลควายไทยอุทัยธานี

-

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2567 ที่บริเวณเขื่อนวังร่มเกล้า อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยัง งานเทศกาลควายไทยอุทัยธานี” ครั้งที่ 12 ภายในงานจัดให้มีการประกวดกระบือ ประกอบด้วยการประกวดกระบือลุ่มน้ำสะแกกรัง (เฉพาะกระบือในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี) จำนวน 16 รุ่น การประกวดกระบือทั่วไป จำนวน 16 รุ่น และการประกวด 2 การประกวดกระบือแกรนด์แชมป์ (Grand Champion) ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน ๔ ถ้วย ประกอบด้วย กระบือลุ่มน้ำสะแกกรัง เพศผู้ เพศเมีย และกระบือทั่วไป เพศผู้ เพศเมีย ตามลำดับ โดยจัดให้มีงานในวันที่่9 -10 มีนาคม 2567

ภายในงานได้มีเจ้าของฟาร์มควาย ทั่วประเทศ ได้นำควายมาเข้าประกวดในงาน นักท่องเที่ยว ได้พบกับควาย ชื่อเจ้าคิงคอง ควายยักษ์ อายุ 2 ปีเศษ มีความสูง 1.90 เมตร ยาว 2 เมตร น้ำหนักตัวตันครึ่ง กำลังเดินทางมาถึงจากฟาร์มนินลนีย์ฟาร์มเขาใหญ่ จ.โคราช นักท่องเห็นควายแปลกและตัวใหญ่มาก ต่างเข้ามาขอถ่ายรูปคู่กับควาย และต่างบอกเสียงเดียวกันว่าไม่เคยเจอควายใหญ่แบบนี้มีตัวเดียวในประเทศไทย

โดยเฉพาะฟาร์มจังหวัดเพชรบุรี ได้นำควายเผือกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ชื่อ เจ้าโก้เมืองเพชร มูลค่า 18 ล้านมาชิงชัยประกวด และอาจมีเซอร์ไพรส์ มีการซื้อขายกันหน้างานประกวด มูลค่า 18 ล้าน โดยคนซื้อเดินทางมาจากประเทศลาวอีกด้วย

หลังจากนั้น ผู้สื่อข่าวได้พบกับผู้ใหญ่แคท จ.อุทัยธานี เจ้าของควายเจ้าเพชรสยาม ราคา 18 ล้าน พร้อมกับได้ยืนยัน ว่าพรุ้งนี้มีการซื้อขายควายมูลค่า 18 ล้านจริง โดยตนเองได้พูดคุยกับคนซื้อ และคนขายแล้ว แต่ขอเซอร์ไพร์หน้างาน ซึ่งในสนามประกวดควายนั้น จ.อุทัยธานี เป็นสนามที่มาตราฐานที่สุด และที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เจ้าของฟาร์มควาย ทั่วประเทศอยากนำควายมาเข้าประกวด เพราะถือว่าใครได้ถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ในงานจังหวัดอุทัยธานี ไป ถือว่าสมพระเกียรติฟาร์มควายอีกด้วย

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...