เมื่อเร็วๆนี้ สถาบันวิจัยพัฒนาเศรษฐกิจและการศึกษา บีอาร์ไอ สมาคมการค้าการลงทุนเส้นทางสายไหมไทย-จีน ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกริกและสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจจีน-เอเชีย จัดสัมมนา “จับโอกาสก้าวต่อไปประเทศไทย” เพื่อร่วมแสวงหาโอกาสและตรวจสอบสถานะความก้าวหน้าที่จะส่งผลต่อประเทศไทยจากการเชื่อมโยงกับประเทศจีน และประเทศอื่นๆ
ดร.ธารากร วุฒิสถิรกุล ประธานสถาบันวิจัยพัฒนาเศรษฐกิจและการศึกษา “บีอาร์ไอ” และนายกสมาคมการค้าการลงทุนเส้นทางสายไหมไทย-จีน เพื่อแสวงหาโอกาสและสถานะความก้าวหน้าโครงการ บีอาร์ไอ ซึ่งเกิดการเชื่อมโยงทางด้านกายภาพ การค้า การศึกษา ดิจิทัลการเงิน และวัฒนธรรม

ประเด็นหนึ่งน่าสนใจ การจัดโครงสร้างพื้นฐานระบบสาธารณูปโภค ซึ่งอยู่ในแผน5 เรื่อง 5 ร่วม เกี่ยวโยงกับการวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องรถไฟฟ้าความเร็วสูงและรถไฟทางด่วน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเตรียมแผนรองรับการผลิตคน และการสร้างระบบรางในอนาคต ซึ่งถ้าหากโครงการนี้แล้วเสร็จ จะมีผลดีต่อการขนส่งสินค้าในภูมิภาคอาเซียน และเชื่องโยงสู่ประเทศจีนได้ง่ายขึ้น ซึ่งโครงการนี้จะต้องใช้งบประมาณการลงทุนอย่างมหาศาล
“ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ยังมีปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกหลายอย่าง จีนอยากมาลงทุน ส่วนไทยยังอยากลงทุนเอง เพื่อสร้างความมั่งคงภายใน แต่เรามีจุดแข็งตรงที่ไทยกับจีนมีความสัมพันธ์กันมายาวนาน มีบางเรื่องอาจไม่เข้าใจบ้าง แต่แก้ไขปัญหากันได้”

และเมื่อไม่นานมานี้ จีนมาลงทุนสร้างโรงงานแบตเตอร์รี่ 2 โรง และยังมีนักลงทุนสนใจสร้างโรงงานรถไฟฟ้า EV อีก2-3 ค่าย ซึ่งช่วยในการสร้างงาน สร้างคนอย่างมากมาย รวมถึงระบบการศึกษาของไทยและจีน เนื่องจากว่าปัจจุบัน ไทยรับการสนับสนุนจากจีนให้ส่งนักศึกษาไปเรียนตามมหาลัยต่างๆร่วม5หมื่นคน ขณะเดียวจีนส่งนักศึกษามาเรียนที่เมืองไทยร่วม4 หมื่นคน ที่น่าสนใจ ในช่วงเดือนมีนาคมนี้ ไทยจะเปิดฟรีวีซ่าให้กับจีน ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีในเรื่องการค้า การท่องเที่ยวทั้งสองประเทศ
ด้านพิริยะ เข็มพล ที่ปรึกษาพิเศษด้านการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และอดีตเอกอัครราชฑูตไทย ประจำประเทศจีน มองว่า ไทย-จีน ถือว่าเป็นหุ้นส่วนสำคัญ ในความร่วมมือเรื่องการค้า การลงทุน การเกษตรและการคมนาคม ในการพัฒนาประเทศ ตั้งแต่โครงการไทยแลนด์ 4.0 รวมทั้ง การร่วมมือของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือAECก็ตาม ซึ่งจีนให้ความร่วมมือทางยุทธศาตร์หลายเรื่อง ช่และยังช่วยจุดพรุเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่

รวมถึง โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ที่จะเชื่อมต่อจากคุนหมิง-ไทย-ลาว ส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยว สร้างความรุ่งเรืองให้กับแต่ละประเทศ ได้เปิดประตูไปมาหาสู่ร่วมกัน เนื่องจากว่ารถไฟฟ้าฯ ช่วยเชื่อมต่อการค้าในกลุ่มเออีซีดีขึ้นมาก โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวที่มีความสะดวก สบายและคล่องตัว ซึ่งในอนาคตอีก10 ปีข้างหน้าเรื่องพลังงานสีเขียวจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น








