หน้าแรกเกษตรรอบบ้านฝ่าวิกฤติดินเค็มปลูก 'กะหล่ำปลี-กวางตุ้ง-บล๊อกคอลี่'แทน 'กุยช่าย'

ฝ่าวิกฤติดินเค็มปลูก ‘กะหล่ำปลี-กวางตุ้ง-บล๊อกคอลี่’แทน ‘กุยช่าย’

-

เกษตรกรพื้นที่บ้านนาเพียง ม.4 ต.สำราญ อ.เมือง จ.ขอนแก่น เดือดร้อนหนักเนื่องจากกำลังประสบปัญหาดินเค็มจนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ต้องหันไปปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นแหล่งปลูกกุยช่ายแหล่งใหญ่ของจังหวัด แต่ปัจจุบันไม่สามารถปลูกกุยช่ายได้เหมือนเดิม

นายจำรูญ วงษ์ละคร อายุ 59 ปี เกษตรกรชาวบ้านนาเพียง ม.4 ต.สำราญ อ.เมือง จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ครอบครัวเริ่มปลูกกุยช่ายมาตั้งแต่ปี 2539 ปีนี้ต้องตัดสินใจเลิกปลูกเพราะดินที่เสื่อม จึงหันไปปลูกอย่างอื่นแทนเพื่อความอยู่รอดจึงบริหารจัดการที่ดิน 1 ไร่มาปลูกผักชนิดต่างๆ แทนคือ กะหล่ำปลี ,กวางตุ้ง ,ถั่วฝักยาว ,ผักบุ้งจีน และบล๊อกคอลี่

“ต้องหันมาปลูกพืชอายุสั้นแทนเพราะจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไวขึ้น และขณะนี้อากาศเย็นแล้วและถ้าอากาศเย็นกว่านี้ผักจะโตขึ้นดีกว่าเดิม ส่วนเรื่องศัตรูพืชช่วงฤดูหนาวจะไม่ค่อยน่ากังวลเท่าไร เพราะส่วนมากจะมีหนอนช่วงฤดูร้อนมากกว่า”

นายจำรูญ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับผลผลิตมีรถมารับซื้อถึงหน้าสวนมากขึ้น จึงถือว่าปลูกผักยังได้ราคาดีและลูกค้ามีมาตลอด แต่ราคาได้การขายผักชนิดต่างๆ ก็ยังสู้กุยช่ายไม่ได้เพราะกุยช่ายได้ราคาดีกว่านี้มากถ้ายังปลูกกุยช่ายได้เหมือนที่ผ่านมาก็คงไม่มาปลูกผักชนิดต่างๆแบบนี้

 

” เป็นเพราะดินที่เสื่อมและถ้าจะถมใหม่คงต้องใช้ต้นทุนเยอะขึ้นเลยตัดสินใจเลิก เสียดายที่ปลูกกุยช่ายไม่ได้แล้วเพราะยังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมากเช่นเดิม อย่างไรก็ตามถ้าเป็นไปได้ก็อยากกลับไปปลูกอีกครั้งเพราะกุยช่ายถือว่าราคาดี แต่คงต้องใช้เวลาให้ดินฟื้นตัวอีกหลายปีจึงจะกลับไปทำได้เช่นเดิม”

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...