หน้าแรกข่าวล่าสุดบัวใหญ่ฝนทิ้งช่วงยาวนานนาข้าวกว่า 8 พันไร่ยืนต้นตาย ชาวนาจำใจตัดไปให้วัว-ควายกิน

บัวใหญ่ฝนทิ้งช่วงยาวนานนาข้าวกว่า 8 พันไร่ยืนต้นตาย ชาวนาจำใจตัดไปให้วัว-ควายกิน

-

นครราชสีมา – วิกฤตภัยแล้งสร้างความเสียหายหนักให้กับเกษตรกรในพื้นที่ตำบลหนองแจ้งใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา หลังขาดแคลนน้ำจนต้นข้าวยืนต้นแห้งตาย ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตามที่คาดหวัง ชาวนาหลายรายหมดหวังกับการทำนาในปีนี้

นายบุญเสาร์ หมั่นกิจ อายุ 48 ปี บ้านเลขที่ 265 หมู่ 1 บ้านหนองแจ้งใหญ่ ตำบลแจ้งใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ มีพื้นที่ทำนาทั้งหมด 120 ไร่ ในนั้นเป็นนานอกเขตชลประทาน 80 ไร่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยแล้งอย่างหนัก ต้นข้าวยืนต้นตายจนแทบไม่มีโอกาสเก็บเกี่ยวผลผลิต

ขณะนี้ต้องเร่งตัดต้นข้าวที่แห้งตายไปใช้เลี้ยงวัวและควาย เพื่อให้เกิดประโยชน์เท่าที่พอจะทำได้ หลังจากลงทุนลงแรงทำนามาตลอดทั้งปี แต่กลับต้องมาเผชิญกับความสูญเสียจากภัยธรรมชาติ

ข้อมูลความเสียหายในพื้นที่ตำบลหนองแจ้งใหญ่

พื้นที่ทำนาทั้งหมดประมาณ 17,430 ไร่ พบพื้นที่นาข้าวได้รับความเสียหายประมาณ 8,000 ไร่ หรือคิดเป็นประมาณ 45.9% ของพื้นที่ทำนาทั้งตำบล สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาภัยแล้งที่กำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตและรายได้ของเกษตรกรในพื้นที่

นายบุญเสาร์กล่าวด้วยความกังวลว่า หากปีหน้ายังต้องเผชิญกับภัยแล้งในลักษณะเดิมอีก อาจตัดสินใจเลิกทำนา เพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนและความเสียหายที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้

เสียงวอนจากชาวนา: ขอรัฐอย่าปล่อยให้เกษตรกรต่อสู้อย่างลำพัง

เกษตรกรในพื้นที่ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งลงพื้นที่สำรวจความเสียหายอย่างจริงจัง พิจารณามาตรการเยียวยาตามหลักเกณฑ์ พร้อมวางแผนบริหารจัดการน้ำและหาแนวทางป้องกันภัยแล้งในระยะยาว เพื่อช่วยรักษาอาชีพชาวนาและลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายในฤดูกาลเพาะปลูกครั้งต่อไป

เพราะสำหรับชาวนา ข้าวหนึ่งเมล็ดไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ แต่แลกมาด้วยเงินลงทุน หยาดเหงื่อ และความหวังที่จะมีรายได้เลี้ยงครอบครัว

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...