ปัจจุบันสังคมไทยเป็นสังคมที่มีจำนวนผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังที่ไม่อาจรักษาให้หายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งภาระของลูกหลานในการดูแลผู้สูงอายุจะมากขึ้น ภาระค่ารักษาพยาบาลเพิ่มมาก อันเนื่องจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ทำให้เกิดการยื้อความตายทำให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้รับการรักษาที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วยทั้งในส่วนที่เกิดจากตัวโรคเองและจากการรักษาที่ไม่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

ทำให้การตายที่ควรเป็นไปอย่างสงบ กลับกลายเป็นการตายอย่างทุกข์ทรมานของทั้งตนเองและครอบครัว เพื่อคลายปัญหาความกังวลทั้งสองฝ่าย นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ก่อตั้งโครงการ “อาจารย์ใหญ่ให้ธรรมทาน” นับว่าเป็นต้นแบบนวัตกรรมของการขับเคลื่อนเรื่องการส่งเสริมสุขภาวะระยะสุดท้ายของชีวิตในสังคมไทย ที่มองเรื่องการดูแลระยะท้ายจะต้องมุ่งเน้นการเพิ่มคุณภาพชีวิตและการบำบัดบรรเทา ความทุกข์ในทุกมิติ ทั้งทางกาย จิต อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ
ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการเจ็บป่วยจนกระทั่งเสียชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทภารกิจของสำนักงานคณะกรรมสุขภาพแห่งชาติ ประกอบกับกระแส Soft Power ของภาพยนตร์เรื่อง “สัปเหร่อ” ที่กำลังโด่งดังที่สุดในขณะนี้ จากคำพูดของสัปเหร่อที่ว่า “คนตายเป็นครู คนอยู่คือนักเรียน” ภาพยนตร์เรื่องนี้สื่อถึงทุกการตายว่าเป็นบทเรียนราคาแพงที่ต้องจ่ายด้วยลมหายใจ ให้เรียนรู้ว่าทุกความผิดพลาดเพียงวินาทีอาจจะทำให้จากโลกนี้ไปอย่างกะทันหัน ภาพยนตร์สอนเรื่องการตายได้อย่างดี อย่างไรก็ดีก็ยังเป็นภาพยนตร์ แต่อาจารย์ใหญ่ให้ธรรมทานคือเรื่องจริง แก่จริง ตายจริง จึงเป็นโครงการฯ ที่น่าสนใจ
ทั้งนี้ อาจารย์ใหญ่ให้ธรรมทาน หมายถึง ผู้อุทิศตนเพื่อการตายดีวิถีพุทธ โดยการทำหนังสือ แสดงเจตนาตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 คือ “บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไป เพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้” ดังนั้น ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา จึงร่วมกับ ศูนย์พุทธวิธีดูแลผู้ป่วย ระยะท้าย วัดป่าโนนสะอาด ใช้หนังสือแสดงเจตนาเป็น “อาจารย์ใหญ่ให้ธรรมทาน” ขับเคลื่อน ให้เกิดสถานชีวาภิบาลของจังหวัดนครราชสีมาขึ้นทุกตำบลตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุข โดยมีเป้าหมาย 1,000 คนใน 100 วัน.








