การแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศ ที่สนามปุสกัส อารีนา กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี จบลงด้วยชัยชนะของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (เปแอสเช) ซึ่งเอาชนะ อาร์เซนอล ในการดวลจุดโทษ 4-3 หลังเสมอกัน 1-1 ช่วง 90 นาที และต่อเวลาอีก 30 นาที ส่งผลให้ยอดทีมจากฝรั่งเศสป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ และคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่สองติดต่อกัน

เปิดเกมการแข่งขันเริ่มต้นอย่างดุเดือดตื่นเต้น โดยอาร์เซนอลออกนำอย่างรวดเร็วตั้งแต่นาทีที่ 6 เมื่อ ไค ฮาร์แวร์ตซ์ ซัดประตูแรกของเกมพาทีม “ปืนใหญ่” ขึ้นนำ 1-0 ท่ามกลางความกดดันต่อแชมป์เก่า
อย่างไรก็ตาม เปแอสเชกลับมาสู่เกมได้ในครึ่งหลัง เมื่อ ควิชา ควารัตสเคเลีย เรียกจุดโทษให้ทีมได้ในนาทีที่ 62 ก่อนที่ อุสมาน เดมเบเล จะสังหารไม่พลาด ช่วยให้ทีมตีเสมอเป็น 1-1 จนจบ 90 นาที และแข่งต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาที

แม้ทั้งสองทีมจะเปิดเกมแลกกันอย่างสูสี แต่ไม่สามารถหาประตูเพิ่มได้ ทำให้ต้องตัดสินแชมป์ด้วยการยิงจุดโทษ
ช่วงดวลจุดโทษ 4 คนแรกต่างฝ่ายต่างพลาดคนละครั้ง เสมอกันที่ 3-3 มาถึงคนที่ 5 คนสุดท้าย ลูคัส เบรัลโด ของเปแอสเช ยังเข้าไป นำเป็น 4-3 ขณะที่ กาเบรียล มากัลยอส กองหลังชาวบราซิลของอาร์เซนอล ซึ่งเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดเกม ยิงข้ามคาน ส่งผลให้เปแอสเชคว้าชัยและป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ

ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้เปแอสเชกลายเป็นเพียงทีมที่สองนับตั้งแต่ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกปรับโฉมและเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันในปี 1992 ที่สามารถคว้าแชมป์ได้ 2 ปีติดต่อกัน ต่อจาก เรอัล มาดริด เจ้าของแชมป์รายการนี้ 15 สมัย

เรอัล มาดริด: 1955-56, 1956-57, 1957-58, 1958-59, 1959-60
เบนฟิกา: 1960-61, 1961-62
อินเตอร์: 1963-64, 1964-65
อาแจ๊กซ์: 1970-71, 1971-72, 1972-73
บาเยิร์น: 1973-74, 1974-75, 1975-76
ลิเวอร์พูล: 1976-77, 1977-78
น็อตติงแฮม ฟอเรสต์: 1978-79, 1979-80
เอซี มิลาน: 1988-89, 1989-90
เรอัล มาดริด: 2015-16, 2016-17, 2017-18
เปแอสเช: 2024-25, 2025-26








