หน้าแรกเกษตรรอบบ้านฟางทองคำ บางระกำ โมเดล หยุดเผา สร้างเงิน

ฟางทองคำ บางระกำ โมเดล หยุดเผา สร้างเงิน

-

นายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวยถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนแนวคิดในการทำการเกษตรเป็นการทำการเกษตรปลอดการเผา โดยการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปใช้ประโยชน์ โดยในปี 2566 ตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จในการขับเคลื่อนงาน คือ การจัดกิจกรรมรณรงค์ “ฟางทองคำ” ของสำนักงานเกษตรจังหวัดพิษณุโลก ที่บางระกำโมเดล เพื่อส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าฟางข้าว

และลดการเผาในพื้นที่การเกษตร มีการกระตุ้นการสร้างมูลค่าให้ฟางข้าวเปรียบเหมือนทองคำ โดยภาครัฐทำหน้าที่ในการบริหารจัดการ ดูแลด้านการตลาด การขายฝาก พร้อมทั้งการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงผลกระทบที่เกิดจากการเผาในพื้นที่ปลูกข้าว รวมทั้งสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการธุรกิจค้าฟางข้าว ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายให้แก่เกษตรกรในพื้นที่

“บางระกำโมเดล มีพื้นที่การปลูกข้าวประมาณ 160,000 ไร่ ฟางข้าวในพื้นที่ 1 ไร่ สามารถอัดก้อนได้จำนวน 25 ก้อน ราคาขายก้อนละ 18 บาท ทำให้เกษตรกรมีรายได้จากฟางข้าวไร่ละ 450 บาท ภาพรวมของปีการผลิต 2565/66 บางระกำโมเดลสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้กว่า 15.77 ล้านบาท สามารถลดจุด Hotspot ค่าความร้อน และฝุ่น PM 2.5 ลงได้เป็นอย่างมาก”

นายครองศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้สำนักงานเกษตรจังหวัดพิษณุโลก ยังได้ขยายผลสำเร็จของกิจกรรมรณรงค์ “ฟางทองคำ” ไปใช้กับพื้นที่นอกบางระกำโมเดลให้ครบทั้ง 9 อำเภอ ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกข้าว 581,840 ไร่ สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ถึงกว่า 91.23 ล้านบาท รวมแล้วโครงการดังกล่าวสามารถทำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ปีการผลิต 2565/66 ทั้งในบางระกำโมเดลและนอกบางระกำโมเดลในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก มีรายได้เพิ่มจากการจำหน่ายฟางรวมกันกว่า 107 ล้านบาท

ทั้งนี้ การดำเนินการ “บางระกำโมเดล” ของจังหวัดพิษณุโลก เป็นการดำเนินการในพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง ปีการผลิต 2565/66 ประกอบด้วยพื้นที่บางส่วนของ 4 อำเภอ อ.เมืองพิษณุโลก 24,764 ไร่ อ.พรหมพิราม 106,914 ไร่ อ.บางระกำ 37,766 ไร่ และ อ.วัดโบสถ์ 910 ไร่ ซึ่งจัดเป็นพื้นที่แก้มลิงสำหรับรับน้ำในฤดูน้ำหลากจากภาคเหนือ ทำให้เกษตรกรเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปรังแล้วจะต้องเร่งเพาะปลูกข้าวนาปีให้ทันก่อนวันที่ 15 พฤษภาคม เพื่อที่จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ทันก่อนวันที่ 15 สิงหาคมของทุกปี.

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...