หน้าแรกข่าวล่าสุดศรีสะเกษ!เปิดม่านหมอก“ผามออีแดง” รับนักท่องเที่ยวครั้งแรกหลังชายแดนคลี่คลาย

ศรีสะเกษ!เปิดม่านหมอก“ผามออีแดง” รับนักท่องเที่ยวครั้งแรกหลังชายแดนคลี่คลาย

-

ชิมลาง!เปิดม่านหมอก“ผามออีแดง” รับนักท่องเที่ยวครั้งแรก หลังสถานการณ์ชายแดนคลี่คลาย อำเภอกันทรลักษ์ชวนสัมผัสความงดงามชายแดนไทย–กัมพูชา ภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัย ได้เพียงใดใน”แดนสงคราม”นักท่องเที่ยวต้องใคร่ครวญ

จังหวัดศรีสะเกษเริ่มทดลองเปิดแหล่งท่องเที่ยวบริเวณจุดชมวิวผามออีแดง อำเภอกันทรลักษ์ เป็นครั้งแรก ภายหลังสถานการณ์ความตึงเครียดและการปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีนักท่องเที่ยวทั้งในพื้นที่และต่างถิ่นเดินทางเข้าร่วม พร้อมจัดพิธีรำบวงสรวง ณ ปราสาทโดนตวลและบริเวณผามออีแดง เพื่อความเป็นสิริมงคลและต้อนรับการกลับมาของการท่องเที่ยวในพื้นที่

จ่าเอกสมควร สิงห์คำ นายอำเภอกันทรลักษ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและพบปะนักท่องเที่ยว พร้อมร่วมประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนเดินทางมาสัมผัสความงดงามของจุดชมวิวผามออีแดง ภายใต้โครงการ “นายอำเภอพาเที่ยว” ซึ่งมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มาเยือน

สำหรับการเปิดให้เข้าชมในระยะทดลองนี้ กำหนดเปิดเฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์ นักท่องเที่ยวต้องจองล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ของอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร โดยตามเงื่อนไขที่กำหนดในครั้งนี้ เปิดรับเฉพาะนักท่องเที่ยวชายชาวไทย จำนวนไม่เกิน 700 คนต่อวัน เพื่อให้การเข้าชมเป็นไปตามมาตรการและเงื่อนไขที่หน่วยงานรับผิดชอบกำหนด

ทั้งนี้ กองกำลังสุรนารี อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร หน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด

การทดลองเปิดผามออีแดงในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการฟื้นฟูการท่องเที่ยวของอำเภอกันทรลักษ์ และสร้างโอกาสให้เศรษฐกิจชุมชนกลับมาคึกคัก โดยนักท่องเที่ยวที่สนใจควรตรวจสอบเงื่อนไขการเข้าชมและสถานการณ์ความปลอดภัยจากหน่วยงานทางการก่อนเดินทางทุกครั้ง เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย

ผามออีแดงกลับมาต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อเดินหน้าฟื้นฟูการท่องเที่ยวชายแดนศรีสะเกษอย่างรอบคอบและยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม อาคารบริการและต้อนรับนักท่องเที่ยวบนผามออีแดงถูกกองกำลังทหารกัมพูชายิงถล่มในช่วงวันที่ 22-24 ธันวาคม 2568 จากเหตุการณ์ปะทะกันรบอย่างรุนแรงตามแนวชายแดนไทย -กัมพูชา ส่งผลให้อาคารบริการนักท่องเที่ยวทางยับเยินทั้งหลังฝ่ายกัมพูชาได้ระดมยิงอาวุธหนักเข้ามาโดยเฉพาะจรวดหลายลำกล้อง BM 21 และปืนใหญ่ไม่ทราบขนาดทำให้ตัวอาคารบริการนักท่องเที่ยวฟังนิทรรศการได้รับความเสียหายซึ่งตัวประสาทเขาพระวิหารนั้นอยู่ข้างบนที่สูงกว่าสามารถส่องกล้องดูตัวประสาทได้อย่างชัดเจน

มีรายงานและหลักฐานจากฝ่ายไทย(เช่นกองกำลังภาคที่ 2 และหน่วยงานความมั่นคง)ยืนยันว่า กัมพูชาได้นำกำลังพลและอาวุธเข้าไปดัดแปลงพื้นที่รอบและตัวประสาทพระวิหารให้เป็นฐานที่มั่นทางทหาร

การดัดแปลงพื้นที่ ฝ่ายไทยได้เผยแพร่ภาพถ่ายทางอากาศและภาพจากโดรนเผยให้เห็นการนำอาวุธเช่นอาวุธต่อต้านรถถังระบบกล้องวงจรปิดระบบต่อต้านโดรนรวมถึงการเติมกำลังพลเข้าไปซุกซ่อนอยู่ภายในรอบตัวประสาท

รายได้จากการเข้าชมและการให้บริการของอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารเช่นถ้าบัตรผ่านประตูค่ากางเต็นท์หรือค่าบริการต่างๆจะถูกจัดเก็บและบริหารจัดการตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ 2562 และระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชโดยเงินรายได้ดังกล่าวจะถูกนำส่งและจัดสรรไปอย่างส่วนต่างๆดังนี้

นำส่งแก่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเพื่อโอนต่อให้เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลอบต. ที่มีเขตพื้นที่ตั้งอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารเพื่อนำไปใช้ในการส่งเสริมและอนุรักษ์บำรุงรักษาและฟื้นฟูอุทยานแห่งชาติพื้นที่รับผิดชอบอัตราร้อยละ5

นำส่งบัญชีเงินรายได้อุทยานแห่งชาติส่วนที่เหลือร้อยละ 95 เงินส่วนที่เหลือทั้งหมดจะถูกนำส่งเข้าไปฝากในบัญชีอุทยานแห่งชาติ

ระยะทางจากอำเภอเมืองศรีสะเกษไปถึงผามออีแดงประมาณ 101 กม. เดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

สิ่งที่ควรระมัดระวังก็คือฝูงลิงป่าที่อยู่บนผาหมวยแดงที่จะไม่หยิบฉวยถุงอาหารที่เราพลั้งเผลอมีโทรศัพท์อยู่ด้วย เอาลงหน้าผาไปด้วย

ประกอบกับกองกำลังทหารกัมพูชา ที่รักสาขาบนปราสาทเขาพระวิหารไม่รู้ว่าจะเส้นกระตุกเมื่อใดเหนี่ยวไกปืนลงมาหานักท่องเที่ยว ใครจะรับประกันล่ะครับ

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

.

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...