Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดวิกฤตกุ้งไทย ต้นทุนพุ่ง ส่งออกสะดุด รายย่อยเจ๊งยับ เลิกเลี้ยงแล้วกว่า 90%

วิกฤตกุ้งไทย ต้นทุนพุ่ง ส่งออกสะดุด รายย่อยเจ๊งยับ เลิกเลี้ยงแล้วกว่า 90%

-

ชมรมกุ้งสงขลา เกาะติดสถานการณ์เจรจากับมาเลเซีย หากไม่ทันการณ์ ชาวบ่อกุ้งหยุดเลี้ยงหมดเฉพาะรายย่อย 90%  เม็ดเงินหาย 100 ล้านบาท / รุ่น จะเหลือรายใหญ่

นายสถาพร พ่วงพี รองประธานชมรมกุ้งสงขลา เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์กุ้งไม่ได้ดูดีขึ้นแม้ว่าทางจังหวัดจะเปิดตลาดกินกุ้งในงานกาชาดสงขลา ขายกุ้งราคา 140 บาท ขนาดไซซ์ 30 ตัว / กก. แต่ขณะที่แม่ค้าพ่อค้ากุ้งขายตามร้านริมถนน ราคา 160 – 170 บาท / กก. ได้ส่งผลต่อกลไกการตลาดเกิดการบิดเบือน โดยทางพาณิชย์มีนโยบายการส่งเสริมการกินกุ้งก็ตาม แต่ไม่เป็นตามที่เป้าหมายเกษตรกรผู้เลี้ยงมีความคาดหวังจัดงานเรื่องเทศกาลการกินกุ้ง

“เพราะการขายกุ้งในงานกาชาด เป็นงานคนเที่ยวซื้อสินค้าและกินอาหารสำเร็จรูปกินได้ทันที  แต่หากขายกุ้งสดก็ต้องมีครัวประกอบการ ยำกุ้ง ต้มยำกุ้ง พร้อมรับประทานทันทีได้เป็นต้น”

นายสถาพร กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ราคากุ้งวันนี้ระหว่างที่ส่งออกไม่ได้ ประเภทกุ้งหน้า 3  ขนาดไซซ์ 30-39 ตัว / กก. ราคา 170 บาท / กก. จากแต่เดิมตอนภาวะตลาดเป็นปกติ ราคา 210 บาท / กก.  ราคาระดับนี้จะมีความเสี่ยงสูงจะประสบภาวะขาดทุน หากกุ้งดูแลรักษาไม่ดี ขาดอาหาร และเกิดโรค จะขาดทุนทัน และหากระยะเวลาห่างที่จะส่งออกได้จะมีความเสี่ยงสูงมาก

“ตอนนี้จากความล่าช้าในการส่งออก ส่งผลให้ผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อยขนาด 1 บ่อได้ยุติลงลูกกุ้งเลี้ยงไปแล้ว และรายละ 2-3 บ่อ เลี้ยงเหลือ 1 บ่อ  ซึ่ง จ.สงขลา โดยในชมรมกุ้งสงขลาผู้เลี้ยงรายย่อยขนาด 2 บ่อ – 3 บ่อ และขนาด 1 บ่อ  โดยเฉลี่ยผลผลิตประมาณ 3 ตันและ 4 ตัน / รุ่น ตามขนาดบ่อและการลงลูกกุ้ง ขนาดต้นทุนโดยเฉลี่ยที่ 300,000 บาท / ราย”

นายสถาพร กล่าวว่า โดยมีต้นทุนการผลิต เช่น ค่าอาหาร 60 %   ค่าต้นทุนไฟฟ้า 30 %  และยังมีต้นทุนยา เคมีภัณฑ์ และอื่น ๆ  ชมรมเลี้ยงกุ้งสงขลา ต่างเป็นรายย่อยมีสมาชิกประมาณ 300 ราย สำหรับ จ.สงขลา ประมาณ 80-90 % ผู้เลี้ยงกุ้งรายใหญ่ ประมาณ 10 – 20  % ต่อไปก็จะมีผู้เลี้ยงรายขนาดใหญ่ เพราะผู้เลี้ยงรายขนาดใหญ่มีต้นทุนในการบริหารจัดการและลดต้นทุนการผลิตได้

นายสถาพร กล่าวอีกว่า หากผลของการเจรจาของรัฐบาลยังมีล่าช้าออกไป ผู้เลี้ยงกุ้งก็ยังขาดความมั่นใจก็จะต้องมีการยุติการเลี้ยงไปจนหมดจากที่ทยอยยุติแล้ว จาก 3 บ่อ 2 บ่อ เหลือ 1 บ่อ ประมาณการจะสูญเสียรายได้ เข้าจังหวัดและประเทศประมาณ 100 ล้านบาท / เดือน จากกลุ่มรายย่อย แต่ก็จะเหลือแต่รายใหญ่.

นายสถาพร กล่าวว่า การที่รัฐบาลได้ตั้งเงินเยียวยาชดเชยราคากุ้งไว้ที่ 40 บาท / กก. แต่จะต้องมีการหาญแต่ละพื้นที่ในการเลี้ยงว่าปริมาณการเลี้ยงจำนวนเท่าใดเงินเยียวยาชดเชยน่าจะได้อยู่ที่ 20 บาท / กก. ซึ่งถือว่ายังไม่คุ้มค่าแต่ก็จะช่วยได้ในระดับหนึ่งในการเป็นเงินลงทุนซื้อพันธุ์ลูกกุ้ง

โดยหลักการแก่ไขยั่งยืนได้นำเสนอมาตลอด คือการส่งเสริมการกินกุ้ง โดยเอากุ้งสดไปขายและมีครัวปรุงกินทันที และทางแก้อีกทางหนึ่งคือการลดต้นทุนการผลิต ค่าอาหาร ค่าไฟฟฟ้า ประมาณ 10 % และ 20 % อย่างในประเทศเวียดนามต้นการเลี้ยงกุ้งอัตราค่าไฟฟ้าประมาณ 2 บาท / หน่วย แต่ของไทย 5 บาท / หน่วยจะมีความต่างทางด้านต้นทุนการผลิตมาก กุ้งไทยต้นทุนสูงจึงมีผลต่อศักยภาพในการแข่งขันตลาดกุ้งในต่างประเทศ

“วันนี้รัฐบาลมีแต่เนื้อข่าวพูดประจำวันให้ดูดี แต่เนื้อหาทางด้านการปฏิบัติการที่เกิดรูปธรรมแล้ว ยังไม่ปรากฏ คนเลี้ยงกุ้งกังวลมากและยังไม่เกิดความเชื่อมั่น” นายสถาพร.

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

สืบสานตำนาน “รำมวยโบราณสกลนคร” เชิดชูบรมครู ‘จำลอง นวลมณี’ต่อยอดมรดกไทยสู่หลักสูตรท้องถิ่น

"​สกลนคร"ถือเป็นเรื่องราวที่สร้างความภาคภูมิใจและรอยยิ้มให้กับชาวสกลนครเป็นอย่างยิ่ง เมื่อกลุ่มศิษยานุศิษย์ของ "คุณตาจำลอง นวลมณี" บรมครูแห่งศาสตร์และศิลป์มวยโบราณสกลนคร (บุคคลดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาการแสดงพื้นบ้านและนันทนาการ ประจำปี ๒๕๒๙) ผู้ริเริ่มประดิษฐ์คิดค้นท่า “รำมวยโบราณ” อันเป็นเอกลักษณ์ ได้ผนึกกำลังครั้งสำคัญเพื่อต่อลมหายใจมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าแขนงนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาและยั่งยืนอีกครั้ง ​จากจุดเริ่มต้นของการรวบรวมข้อมูลและจัดทำผังสาแหรกผู้สืบทอดวิชาในรุ่นต่างๆ ล่าสุด คณะศิษย์ที่ยังคงสืบทอดเจตนารมณ์ ได้ร่วมกันจัดตั้ง "ชมรมมวยโบราณสกลนคร" ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยได้รับการสนับสนุนและการรับรองจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสกลนคร ให้เป็นเครือข่ายทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง พร้อมเปิดประตูแห่งการเรียนรู้ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้การแสดง “รำมวยโบราณ” ให้แก่นักเรียน...