Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดผู้ว่าททท. ชี้แนวโน้มนักท่องเที่ยวระยะไกลเทียบปี 68 ยังใกล้เคียง

ผู้ว่าททท. ชี้แนวโน้มนักท่องเที่ยวระยะไกลเทียบปี 68 ยังใกล้เคียง

-

ผู้ว่า ททท. เผยแนวโน้มตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลยังอยู่ในระดับใกล้เคียงปี 68 แม้เกิดสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง สะท้อนความเชื่อมั่นประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพ
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เผยถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลในช่วงเดือนมกราคม – เมษายน 2569 ยังคงอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับปี 2568 แม้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการประเมินว่า ยอดจองสำหรับช่วงฤดูหนาวปี 2569 ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2570 ยังอยู่ในระดับที่ดี และหากสถานการณ์ความไม่สงบกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่ม Quality Leisure จะกลับมาอย่างรวดเร็ว

นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า จากการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชนเพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา  ททท.เล็งเห็นโอกาสที่จะมีการต่อยอดการทำงานแบบบูรณาการ เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างจริงจังทั้งระบบ โดยปัจจุบันสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้าน Supply Side และต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของสินค้าและบริการทั่วโลก ทุกประเทศต่างได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน โดยบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกยังอยู่ในภาวะ “Wait & See” นักท่องเที่ยวมีความระมัดระวังมากขึ้นภายใต้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเชิงลึก จะพบว่า ในช่วงเดือนมกราคม–เมษายน 2569 ตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลจากอเมริกาและยุโรปยังคงมีจำนวนใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปี 2568 และในบางตลาดยังคงมีการเติบโต อาทิ ตลาดสแกนดิเนเวีย และยุโรปตะวันออก  แม้สถานการณ์ความตึงเครียดจะเริ่มรุนแรงขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับคุณภาพ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดยังคงรักษาระดับได้ มีดังนี้
1. ช่วงเวลาดังกล่าวเป็น High Season ของตลาดระยะไกล นักท่องเที่ยวยังคงเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณค่า ประสบการณ์ และความคุ้มค่า โดยนักท่องเที่ยวบางส่วนปรับเส้นทางการบิน (Rerouting) ผ่านฮับการบินอื่นแทนตะวันออกกลาง แม้จะมีบางส่วนที่เลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางก็ตาม
2. ในมุมมองของนักท่องเที่ยวตะวันตก ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่สงบ มีบรรยากาศเหมาะสมกับการพักผ่อน และเป็น Holiday Destination ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง
3. ตลอดช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ททท. การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันผลักดันการเปิดเส้นทางบินตรงใหม่จากทั้งภูมิภาคอเมริกาและยุโรป รวมถึงเพิ่มความสะดวก

ด้าน Connecting ผ่านฮับสำคัญในยุโรปและอเมริกา ส่งผลให้การเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยมีทางเลือกและความคล่องตัวมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดตะวันออกกลางได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นการปิดสนามบิน การยกเลิกเที่ยวบิน และข้อจำกัดด้านการเดินทาง โดยกลุ่ม Leisure ชะลอหรือยกเลิกการเดินทาง ขณะที่กลุ่ม Ultra Luxury กลับเลือกเดินทางเข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศไทย เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สงบ
สำหรับช่วงเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม เป็นช่วงที่ปกตินักท่องเที่ยวตลาดยุโรปส่วนใหญ่มักเดินทางภายในกลุ่มประเทศยุโรปกันเอง ประกอบกับความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ ส่งผลให้หลายสายการบินลดจำนวนเที่ยวบินลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ Seat Capacity เข้าสู่ประเทศไทยลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ททท. ยังคงเดินหน้าสร้าง Top of Mind อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาตลาดให้มีการเติบโตสม่ำเสมอจนถึงช่วงปลายปี
ทั้งนี้ ททท. เชื่อมั่นว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลาย ตลาดตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ GCC จะกลับมาเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อหลีกหนีสภาพอากาศร้อนในช่วงเดือนกรกฎาคม–กันยายน ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกจากการเพิ่มเที่ยวบินอย่างต่อเนื่อง อาทิ Flydubai ที่เตรียมเปิดเส้นทางบินใหม่สู่ดอนเมืองวันละ 2 เที่ยวบิน ตั้งแต่ 1 กรกฎาคมนี้ รวมถึง Etihad Airways ที่เตรียมเพิ่มเที่ยวบินอีก 2 เที่ยวบินเช่นกัน

ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง TUI เปิดเผยว่า ยอดจองทริปฤดูร้อนจากนักท่องเที่ยวอังกฤษลดลงราว 10% จากความกังวลด้านสงครามและค่าครองชีพ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจจองใกล้วันเดินทางมากขึ้น อย่างไรก็ดี ความต้องการเดินทางเริ่มเปลี่ยนจากตะวันออกกลางและเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันออก ไปยังจุดหมายที่มีภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยสูงกว่า เช่น สเปน กรีซ แคนาดา ญี่ปุ่น ไทย และออสเตรเลีย แม้ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะสูงขึ้น และบางสายการบินลดจำนวนเที่ยวบิน แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังคงเชื่อมั่นว่าความต้องการเดินทางระยะยาวยังคงแข็งแรง โดยเฉพาะตลาดเรือสำราญและแพ็กเกจท่องเที่ยวคุณภาพ
สำหรับภาคการท่องเที่ยว ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากเดิมที่นิยมจองล่วงหน้านานกว่า 7 เดือน ปัจจุบันเหลือเฉลี่ยเพียงประมาณ 16 สัปดาห์ก่อนการเดินทาง สะท้อนถึงการตัดสินใจที่ระมัดระวังมากขึ้นภายใต้ภาวะความไม่แน่นอนของโลก โดยสำหรับช่วงฤดูหนาวปี 2569 ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2570 ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ยังประเมินว่า ยอดจองยังอยู่ในระดับที่ดี แม้ยังมีความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์อยู่บ้าง แต่หากสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เชื่อว่านักท่องเที่ยวจะกลับมาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่ม Quality Leisure

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยอาจเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวที่มีความอ่อนไหวด้านราคาจากประเทศคู่แข่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า เช่น จีนและเวียดนาม ดังนั้น การรักษาจุดแข็งด้านคุณภาพ ประสบการณ์ และมาตรฐานการท่องเที่ยว จะเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

 

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

จากความทรงจำวัยเด็ก…”จ่าเชฐ “สู่เจ้าสัวสวนทุเรียนมูซังคิง-หนมดำ” แห่งเมืองตรัง

แรงบันดาลใจมาจากวัยเด็กที่ทุเรียนเป็นของหายากในครอบครัว แม่ต้องนำมาทำเป็นข้าวเหนียวทุเรียนแบ่งให้พี่น้องรับประทาน จึงตั้งใจปลูกทุเรียนเป็นอาชีพเสริมควบคู่กับงานประจำ ทำให้ความฝันของ ร.ต.ต.ชัฏฐานนท์ ทองขาว อายุ 55 ปี เจ้าเจ้าที่ตำรวจ สภ.ย่านตาขาว จ.ตรัง เดินตามรอยที่ตั้งใจไว้ จากนั้น “จ่าเชฐ” พร้อมด้วยภรรยา จึงเปิดสวนทุเรียน หมู่ 7 ต.โคกสะบ้า อ.นาโยง บนพื้นที่ 5 ไร่ ปลูกทุเรียนสายพันธุ์มูซังคิงและหนามดำ...