การเดินทางเยือนประเทศไทยของนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ระหว่างวันที่ 23–25 เมษายน 2569 ไม่เพียงมีนัยทางการทูต แต่ยังถือเป็น “สัญญาณบวกทางการตลาดการท่องเที่ยว” ที่ทรงพลังต่อการรับรู้ของนักท่องเที่ยวจีน โดยการพบหารือกับนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และการประชุมกลไกความร่วมมือไทย–จีน ครั้งที่ 3 ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของไทยในฐานะประเทศมิตร เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่จีนให้ความสำคัญ ซึ่งในมุมการตลาด ความสัมพันธ์ระดับรัฐเช่นนี้เปรียบเสมือน “Brand Endorsement ทางนโยบาย” ที่ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในสายตาผู้บริโภคจีน และเอื้อต่อการสื่อสารเชิงบวกผ่านสื่อหลักและแพลตฟอร์มดิจิทัลของจีน อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจเดินทางของตลาดจีนขนาดใหญ่

การเยือนครั้งนี้ยังช่วยเพิ่มน้ำหนักและความน่าเชื่อถือให้กับนโยบายยกเว้นวีซ่าไทย–จีน จากเครื่องมือเชิงนโยบายสู่ “Selling Point” ทางการตลาดอย่างเป็นรูปธรรม ความต่อเนื่องของนโยบายรัฐช่วยลดความกังวล (Perceived Risk) ของนักท่องเที่ยวจีน พร้อมส่งสารว่าประเทศไทยเปิดกว้างและพร้อมต้อนรับอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน การหารือด้านความมั่นคงและการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ยังมีบทบาทเชิงการตลาดเชิงภาพลักษณ์ (Destination Image Recovery) ในการฟื้นความเชื่อมั่นและรีเฟรมประเทศไทยให้กลับมาเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย เป็นมิตร และน่าเดินทาง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกระตุ้นดีมานด์ในช่วงหลังจากที่ตลาดจีนชะลอตัวจากข่าวด้านความปลอดภัยในช่วงที่ผ่านมา

ในเชิงกลยุทธ์การตลาด การเยือนของนายหวัง อี้ เปิดโอกาสให้ไทยขยับจากการทำตลาดเชิงปริมาณ สู่การท่องเที่ยวคุณภาพและมูลค่าสูง โดยเชื่อมโยงกับกลุ่มนักธุรกิจ นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และนักเดินทางระดับพรีเมียมจากจีน ขยายตลาด MICE, Long Stay และ Business & Leisure (Bleisure) ควบคู่กับการกระจายการเดินทางสู่เมืองและจังหวัดรอง เช่น กระบี่ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายต่อทริปและกระจายรายได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ จังหวะการพบปะระหว่างสองผู้นำ ภายหลังการครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย–จีน ยังเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการต่อยอดเป็นแคมเปญการตลาดร่วม ภายใต้กรอบ “Thailand–China Tourism Partnership 2026–2030” ตั้งแต่การทำ Co Branding Destination การเพิ่มเที่ยวบิน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ วัฒนธรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อใช้การท่องเที่ยวเป็นทั้งเครื่องมือการพัฒนาการค้าระหว่าง จีน-ไทย ให้บรรลุเป้าหมาย อีกทั้งปีนี้เป็นปีที่รัฐบาลใหม่ของไทยเข้ามาปฎิบัติหน้าที่ และเป็นปีที่จีนประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2569-2573) ท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศกำลังเกิดการผันผวน แปรปรวน สันติภาพ และการพัฒนาศักยภาพได้รับความท้าทายจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนแปลง ฝ่ายจีนจึงยินดีร่วมมือกับฝ่ายไทยในการก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปด้วยกัน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะเร่งใช้โอกาสการเยือนของนายหวัง อี้ และบรรยากาศการเมืองเชิงบวกนี้เป็น “จุดตั้งต้นของแผนการตลาดเชิงรุกตลาดจีนระยะ 12–24 เดือน” โดยเร่งแปลงบรรยากาศทางการทูตให้เป็นผลลัพธ์ทางการตลาดการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ (1) Strategic Messaging สื่อสารภาพลักษณ์ผ่านสื่อหลัก แพลตฟอร์มดิจิทัล และ KOL จีนอย่างเป็นระบบ (2) High Value Demand Activation พัฒนาแคมเปญเฉพาะกลุ่มสำหรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ ควบคู่การนำเสนอจังหวัดรอง (3) Co creation & Partnership Marketing ทำงานร่วมกับหน่วยงานท่องเที่ยวจีน สายการบิน แพลตฟอร์ม OTA และภาคเอกชนจีน ภายใต้กรอบ Thailand–China Tourism Partnership 2026–2030 เพื่อยกระดับการตลาดสู่การขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ที่ต่อเนื่องและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว








