หน้าแรกข่าวล่าสุดจากเกษตรแบบเดิม สู่ “Smart Farm” ห้วยน้ำขาว ยกระดับการผลิต สร้างรายได้ พัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน

จากเกษตรแบบเดิม สู่ “Smart Farm” ห้วยน้ำขาว ยกระดับการผลิต สร้างรายได้ พัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน

-

การทำเกษตรบนพื้นที่สูงกำลังเปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดย ชุมชนบ้านห้วยน้ำขาว ตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่นำแนวคิด “Smart Farm” มาปรับใช้เพื่อยกระดับการผลิต จากการปลูกตามฤดูกาลและพึ่งพาความผันผวนของตลาด สู่การผลิตที่มีการวางแผน มีมาตรฐาน มีตลาดรองรับ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร

สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ได้เข้าไปสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่   โดยให้ความสำคัญกับการรับฟังปัญหา ความต้องการ และข้อจำกัดของเกษตรกรในพื้นที่ ก่อนร่วมกันออกแบบแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน โดยนำแนวทางการดำเนินงานและองค์ความรู้จากโครงการหลวงมาปรับใช้ ทั้งด้านการผลิต การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาคุณภาพผลผลิต การตลาด และการสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคีและชุมชนในพื้นที่

แนวคิด “Smart Farm” ของห้วยน้ำขาวไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่ให้ความสำคัญกับ การวางแผน การจัดการ และการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ตั้งแต่การเลือกชนิดพืช ปริมาณการผลิต ช่วงเวลาการปลูก การจัดการน้ำและดิน ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว การคัดคุณภาพ และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว

นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการผลิตตามมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการสนับสนุนโรงเรือน ระบบการจัดการน้ำ และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพและลดความสูญเสียของผลผลิต ทำให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าเกษตรที่ตอบโจทย์ตลาดคุณภาพได้มากขึ้น

จากการพัฒนาดังกล่าว ปัจจุบันพื้นที่มีผลผลิตพืชผักรวมกว่า 129,200 กิโลกรัม และสร้างรายได้จากการผลิตพืชผักกว่า 5.29 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีการเชื่อมโยงผลผลิตเข้าสู่ตลาดสำคัญ ได้แก่ ตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง รวมถึงการส่งออกไปยัง ประเทศสิงคโปร์ อีกด้วย

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้การพัฒนาสามารถเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม คือการใช้แนวคิด “ตลาดนำการผลิต” โดยนำความต้องการของตลาดมาเป็นข้อมูลประกอบการวางแผนการผลิต ช่วยให้เกษตรกรสามารถกำหนดปริมาณและช่วงเวลาการผลิตได้เหมาะสม ลดความเสี่ยงจากผลผลิตล้นตลาด ลดการสูญเสีย และเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร

ด้านนายเทอดศักดิ์  ศักดิ์เจริญชัยกุล เกษตรกรโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงห้วยน้ำขาวกล่าวว่า ในอดีตการผลิตส่วนใหญ่เป็นการทำตามรูปแบบที่สืบทอดจากครอบครัว ปลูกแล้วจึงนำผลผลิตออกจำหน่าย โดยไม่สามารถคาดการณ์ตลาดและราคาได้อย่างชัดเจน แต่การสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่สวพส. ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนทีละขั้น ทั้งการวางแผนการผลิต การรักษาคุณภาพ และการเรียนรู้ความต้องการของผู้บริโภค จนสามารถบริหารจัดการการผลิตได้ด้วยตนเองมากขึ้น

“สิ่งที่ภูมิใจคือรายได้ที่เพิ่มขึ้น และการที่ลูกหลานเห็นว่าการทำเกษตรสามารถเป็นอาชีพที่มีอนาคตได้” เป็นอีกหนึ่งมุมมองของเกษตรกรในพื้นที่ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงจากการพัฒนาการผลิต การวางแผนการตลาด และการยกระดับมาตรฐานสินค้า ทำให้เกษตรกรมีความรู้ในการบริหารจัดการผลผลิต สามารถวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง การพัฒนารูปแบบดังกล่าวช่วยสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และเสริมความมั่นคงให้กับครอบครัวและชุมชน ควบคู่กับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ

การพัฒนาบ้านห้วยน้ำขาวยังอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานด้านการเกษตร ปศุสัตว์ พัฒนาที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจชุมชน และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดความสมดุล

การเปลี่ยนแปลงจากเกษตรแบบเดิมสู่ “Smart Farm” ของชุมชนห้วยน้ำขาว เกิดขึ้นจากการนำความรู้ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการมาปรับใช้กับการผลิต ตั้งแต่การวางแผน การดูแลแปลง การควบคุมคุณภาพไปจนถึงการเชื่อมโยงตลาด เพื่อสร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางอาชีพ และดูแลทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กัน สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาพื้นที่สูงที่มุ่งให้คนในชุมชนสามารถดำรงชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง ควบคู่กับการดูแลผืนดิน ผืนป่า และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

.

 

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...