หน้าแรกข่าวล่าสุดวิกฤตน้ำมันแพงฉุดศก.นครพนมทรุด ธุรกิจแพ 30 ลำเดี้ยงไร้ลูกค้า

วิกฤตน้ำมันแพงฉุดศก.นครพนมทรุด ธุรกิจแพ 30 ลำเดี้ยงไร้ลูกค้า

-

สถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงต่อเนื่อง กำลังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างหนัก โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในพื้นที่ ที่เคยเป็นจุดหมายยอดนิยมในช่วงฤดูร้อน กลับเผชิญภาวะ “เงียบเหงา” อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

หนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบชัดเจนคือ แหล่งท่องเที่ยวล่องแพหนองหาร บ้านนาเพียง ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน ซึ่งในอดีตช่วงหน้าแล้งจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลมาเล่นน้ำคลายร้อน พร้อมจับจ่ายใช้สอย สร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนวันละนับหมื่นบาท

แต่ภาพในปีนี้กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง แพล่องน้ำกว่า 30 ลำต้องจอดนิ่งไร้การใช้งาน ร้านอาหารและเครื่องดื่มที่เคยคึกคักกลับไร้ลูกค้า บรรยากาศซบเซาต่อเนื่องยาวนานเกือบ 2 เดือน

นายสันติ ไชยมหา ผู้ประกอบการล่องแพ เปิดเผยด้วยน้ำเสียงกังวลว่า ตั้งแต่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น นักท่องเที่ยวลดลงอย่างน่าตกใจ จนบางวัน “ไม่มีลูกค้าเลยแม้แต่รายเดียว” ทั้งที่ช่วงเวลาเดียวกันของทุกปีถือเป็นฤดูทองของการท่องเที่ยว

“ปีนี้หนักสุดในรอบ 10 ปี แพต้องจอดสนิท ขายอาหารก็ไม่ได้ รายได้แทบเป็นศูนย์ แต่เรายังพยายามประคองกิจการไว้” นายสันติกล่าว

แม้สถานการณ์จะย่ำแย่ แต่ผู้ประกอบการยังคงตรึงราคาค่าบริการไว้เท่าเดิม โดยค่าเช่าแพลำละ 500 บาท พร้อมอาหารและเครื่องดื่มในราคาปกติ หวังจูงใจนักท่องเที่ยวให้กลับมา

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยอมรับว่า หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น อาจส่งผลกระทบยาวไปจนถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งถือเป็นช่วงทำรายได้สำคัญที่สุดของปี

“ถึงจะไม่มีลูกค้า แต่เรายังเตรียมความพร้อมตลอดทุกวัน อยากฝากถึงนักท่องเที่ยวว่า เรายังรอและพร้อมให้บริการเสมอ” นายสันทิ้งท้ายด้วยความหวัง

วิกฤติราคาพลังงานครั้งนี้ ไม่เพียงสะเทือนกระเป๋าประชาชน แต่ยังสะเทือนหัวใจของผู้ประกอบการท้องถิ่น ที่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนอย่างหนัก และรอคอยวันที่นักท่องเที่ยวจะกลับมาฟื้นชีวิตเศรษฐกิจอีกครั้ง.

ข่าว/ภาพ : พัฒนพงษ์ ศรีเพียชัย ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครพนม

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...