หน้าแรกข่าวล่าสุดต้นแบบหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง"บ้านป่าเย่"ปลูกพืชผสมผสาน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ยั่งยืน

ต้นแบบหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง”บ้านป่าเย่”ปลูกพืชผสมผสาน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ยั่งยืน

-

เกษตรกรบ้านป่าเย่ หมู่ที่ 10 ตำบลสุไหงปาดี อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต ด้วยการปลูกพืชผักหลากหลายชนิดไว้บริโภคในครัวเรือน หากมีผลผลิตเหลือจากการบริโภค ก็สามารถแบ่งปันให้เพื่อนบ้านหรือนำไปจำหน่ายเพื่อเป็นรายได้เสริมให้แก่ครอบครัว โดยทั่วไป เกษตรกรในพื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนยางพารา

แต่ในช่วงฤดูฝนที่ไม่สามารถกรีดยางได้อย่างต่อเนื่อง รายได้จากสวนยางจึงลดลง เกษตรกรจึงหันมาปลูกพืชผักสวนครัวและพืชเศรษฐกิจในท้องถิ่น เพื่อให้มีอาหารบริโภคและมีรายได้เสริม พืชที่ปลูก ได้แก่ พริก ข้าวโพดอ่อน แตงกวา ถั่วฝักยาว ถั่วหรั่ง และมันขี้หนู

นางโรซานา สือนิ เกษตรอำเภอสุไหงปาดี กล่าวว่า สำนักงานเกษตรอำเภอส่งเสริมให้เกษตรกรทำเกษตรแบบผสมผสาน โดยเริ่มจากการปลูกพืชไว้บริโภคในครัวเรือน หากมีผลผลิตเหลือจึงแบ่งปันให้เพื่อนบ้าน และนำส่วนที่เหลือไปจำหน่ายเป็นรายได้เสริม แนวทางดังกล่าวช่วยให้เกษตรกรมีอาหารเพียงพอและสามารถดูแลครอบครัวได้ดีขึ้น ทั้งนี้ เกษตรกรในตำบลสุไหงปาดีมีการปลูกพืชหมุนเวียนหลายชนิด เช่น ข้าวโพด มะเขือ พริก ผักบุ้ง และถั่วฝักยาว

ด้านนางกัญญศร ภัศวิชกุล นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอสุไหงปาดี กล่าวว่า การปลูกพืชผสมผสานเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการเพิ่มรายได้ให้แก่ครัวเรือน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เกษตรกรมีรายได้ไม่สูงและได้รับผลกระทบจากฝนตกบ่อย การปลูกพืชหลากหลายชนิดและหมุนเวียนกันช่วยให้มีผลผลิตต่อเนื่องตลอดปี อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากการระบาดของศัตรูพืชและโรคพืช เช่น โรคราน้ำค้าง โรคใบจุด และโรคใบไหม้

สำนักงานเกษตรอำเภอสุไหงปาดียังสนับสนุนปัจจัยการผลิต พร้อมให้คำแนะนำด้านการดูแลพืชผล เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพและมูลค่าของผลผลิต การทำเกษตรตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นแนวทางที่ช่วยให้เกษตรกรมีอาหารไว้บริโภค มีรายได้เสริม และสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

โดย…แวดาโอ๊ะ หะไร/อัสมา บินมะนุ จ.นราธิวาส

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...