Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดหนุนชาวนาเหนือปลูกข้าว‘สาลี-บาร์เลย์-โอ๊ต’ตลาดต้องการสูง

หนุนชาวนาเหนือปลูกข้าว‘สาลี-บาร์เลย์-โอ๊ต’ตลาดต้องการสูง

-

องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) รายงานความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งในภูมิภาค ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและวิกฤตห่วงโซ่อุปทานในตลาดสินค้าเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มธัญพืชเมืองหนาวจากประเทศรัสเซียและยูเครน ซึ่งส่งออกข้าวสาลี ป้อนตลาดโลกมากกว่า 50 ประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกจากทั้ง 2 ประเทศดังกล่าว

จากปัญหาดังกล่าวกรมการข้าวมีแผนระยะ 5 ปี (ปี 2566-2570) มุ่งสนับสนุนและมุ่งเน้นยุทธศาสตร์ข้าวไทยด้านการผลิต เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตร พร้อมกำหนดนโยบายส่งเสริมการผลิตข้าวสาลี 2,000 ไร่ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ

ล่าสุด นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี ปอยข้าวสาลีล้านนา ครั้งที่ 5 ณ ศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ พร้อมระบุว่า เพื่อประชาสัมพันธ์การผลิตข้าวสาลีในประเทศไทย และเปิดตัวข้าวบาร์เลย์สายพันธุ์ดีเด่น FNBL#140 เพื่อการทำมอลต์ ที่จะเตรียมรับรองพันธุ์ในปีงบประมาณ 2569 เนื่องจากไทยไม่มีพันธุ์รับรองข้าวบาร์เลย์ ตั้งแต่ปี 2528

โดยสายพันธุ์นี้สามารถต้านทานโรคใบจุด รวมทั้งมีศักยภาพการให้ผลผลิตสูงสุดถึง 339 ก.ก./ไร่ ซึ่งให้ผลผลิตมากกว่าพันธุ์เดิม 20% ที่รับรองพันธุ์ไว้ เมื่อปี 2528 และที่สำคัญมีคุณภาพเพื่อการทำมอลต์ตามมาตรฐานสากล โดยพื้นที่ภาคเหนือเหมาะสมที่เกษตรกรจะปลูกพืชเมืองหนาว ทั้งข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำปาง และน่าน ที่มีอุณหภูมิเหมาะสมต่อการปลูกในช่วงฤดูหนาวได้ สำหรับพืชเมืองหนาวที่กรมการข้าวได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ เป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย โตเร็ว ได้ผลผลิตต่อไร่สูง และยังมีความต้องการของตลาด

กรมการข้าวจึงจัดเตรียมเมล็ดพันธุ์ให้กับเกษตรกรที่สนใจ พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน โดยหาก พ.ร.บ.สุราชุมชนผ่านแล้ว กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าวจะส่งเสริมให้มีการแปรรูปผ่านศูนย์ข้าวชุมชนต่อไป

“ข้าวบาร์เลย์ เป็นพืชเมืองหนาว ทำให้ไม่ต้านทานต่อโรคและมีผลผลิตต่อไร่น้อย กรมการข้าวจึงพัฒนาสายพันธุ์เพื่อให้เข้ากับสภาพพื้นที่และสภาพอากาศของประเทศไทย โดยใช้พื้นที่ศูนย์วิจัยข้าวฯ ซึ่งเป็นพื้นที่โครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการพัฒนาสายพันธุ์ ทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงและมีความต้านทานต่อโรค”

นายอัครา กล่าวว่า ไทยนำเข้าวัตถุดิบกลุ่มธัญพืชเมืองหนาวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปี 2566 มีการนำเข้าข้าวสาลี 13 ล้านตัน มูลค่า 122 ล้านบาท ข้าวบาร์เลย์ 6.5 แสนตัน มูลค่า 10 ล้านบาท และข้าวโอ๊ต 0.9 แสนตัน มูลค่า 2.9 ล้านบาท

ปัจจุบันตลาดภายในประเทศของกลุ่มธัญพืชเมืองหนาวมีกลุ่มตลาดเฉพาะ (นิช มาร์เก็ต) ที่ต้องการเน้นเพื่อการแปรรูป ได้แก่ กลุ่มธุรกิจเบเกอรี่ อาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารสัตว์เลี้ยง และการท่องเที่ยวทำให้เป็นโอกาสของการผลิตข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวโอ๊ต ที่ใช้ภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น

ด้าน นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ผลผลิตข้าวสาลีเฉลี่ยของกลุ่มผู้ปลูกข้าวสาลี บ้านศรีดอนชัย อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ได้ผลผลิต 378 ก.ก./ไร่ และกลุ่มเกษตรกรบ้านทุ่งหลวง อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ได้ 333 ก.ก./ไร่ และต้นทุนการผลิตของกลุ่มเกษตรกรทั้งสองกลุ่มประมาณ 3,514 บาท/ไร่

แป้งสำหรับทำขนมโดยทั่วไปราคาประมาณ 16 บาท/ก.ก. แต่หากเป็นแป้งพิเศษที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะแป้งที่ทำจากข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวโอ๊ตเพาะงอกหรือมอลต์ ซึ่งเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้บริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ทำให้แป้งพิเศษชนิดนี้มีราคาสูงมากกว่า 200 บาท/ก.ก.

ซึ่งปัจจุบันมีต้นทุนการผลิตภายในประเทศค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการนำเข้า เนื่องจากผลผลิตต่อพื้นที่ต่ำ รวมทั้งมีพื้นที่การผลิตน้อย การมุ่งเน้นตลาดแป้งคุณภาพสูงกลุ่มเฉพาะดังกล่าว จึงเป็นโอกาสของการผลิตในประเทศไทย

ตลาดที่รองรับการผลิตในกลุ่มเครื่องดื่มจากมอลต์ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวโอ๊ต ในประเทศไทย ประกอบด้วย 1.กลุ่มที่ต้องการเมล็ดพันธุ์เพื่อการผลิตน้ำคั้นต้นอ่อนข้าวสาลี เนื่องจากข้าวสาลีที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศมีการขนส่งที่ใช้ระยะเวลานาน และมีการรมสารเคมี ส่งผลให้เปอร์เซ็นต์การงอกต่ำ และอาจมีสารเคมีตกค้างไม่ปลอดภัยกับผู้บริโภค

2.กลุ่มมอลต์สกัดเครื่องดื่มสุขภาพมีสารเบต้า-กลูแคน ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ทำงานอย่างสมดุล และมอลต์สำหรับทำเบียร์จากข้าวบาร์เลย์ จากการที่ตลาดคราฟต์เบียร์ในประเทศไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ส่งผลให้การนำเข้ามอลต์ข้าวบาร์เลย์เพิ่มขึ้นในทุกปี การประเมินอัตราการขยายตัวของตลาดมอลต์ข้าวบาร์เลย์ ในไทยจะเพิ่มขึ้น 4% จาก 108 ล้านตัน/ปีทั่วโลก เพื่อรองรับความต้องการของผู้ผลิตเบียร์และผู้บริโภคที่ต้องการวัตถุดิบที่เพาะปลูกและผลิตภายในประเทศ ทำให้โรงกลั่นเบียร์รายใหญ่และผู้ผลิตรายย่อยมุ่งหากลุ่มผู้ผลิตมอลต์ภายในประเทศที่มีศักยภาพ

และ 3.น้ำนมข้าวโอ๊ตเป็นผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่มคนรักสุขภาพ และกลุ่มผู้บริโภคแพ้นมสัตว์ ซึ่งภาพรวมตลาดนมจากพืชทั่วโลกมีมูลค่า 13.24 ล้านดอลลาร์ ในปี 2564 คาดการณ์ภาพรวมมูลค่าตลาดทั้งหมดจะเพิ่มสูงถึง 30.79 ล้านดอลลาร์ในปี 2574

นอกจากนี้ ยังสามารถประยุกต์ใช้สารสำคัญของกลุ่มธัญพืชเมืองหนาวสำหรับเวชสำอาง โดยเฉพาะในกลุ่มของสกินแคร์มีมูลค่ามากกว่า 1.6 แสนล้านบาท

นับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจอีกตัว

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

จากคนเคยลำบาก…สู่เจ้าของร้านใจบุญข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ 60 บาทอิ่มไม่อั้น

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่บีบรัดผู้คนในทุกระดับ ยังมีเรื่องราวเล็กๆ ที่สะท้อน “ความอิ่ม” ที่ยิ่งใหญ่กว่าความอิ่มท้อง ร้านข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ “เป็นต่อ” ตั้งอยู่ริมถนนดอนตูม–นครปฐม ในพื้นที่อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม อาจเป็นเพียงร้านอาหารธรรมดาในสายตาใครหลายคน แต่สำหรับลูกค้าจำนวนมาก ที่นี่คือ “ที่พึ่งของความหิว” ด้วยราคาเพียง 60 บาท ลูกค้าสามารถตักข้าวราดแกงได้ไม่อั้น ไม่จำกัดเวลา มีเมนูให้เลือกหลากหลาย ทั้งต้ม ผัด แกง ทอด น้ำพริก ผักสด รวมถึงก๋วยเตี๋ยวไก่และขนมหวาน สลับหมุนเวียนไม่ซ้ำในแต่ละวัน จนกลายเป็นร้านยอดนิยมในเวลาเพียง 1 เดือน ลูกค้าทั้งในพื้นที่...