Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุด“เกษตรทฤษฎีใหม่”เปลี่ยนมูลสุกรสู่พลังงานทดแทนในรูปของก๊าซชีวภาพ

“เกษตรทฤษฎีใหม่”เปลี่ยนมูลสุกรสู่พลังงานทดแทนในรูปของก๊าซชีวภาพ

-

กลุ่มเกษตรกรทำสวนโคกกลอย เดินตามรอยพ่อหลวงน้อมนำแนวพระราชดำริ “เกษตรทฤษฎีใหม่” เปลี่ยนมูลสุกรสู่พลังงานทดแทนในรูปของก๊าซชีวภาพ เพื่อลดต้นทุนการผลิต และปรับระบบเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

จังหวัดพังงา เป็นอีกหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทย ที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าว และการเลี้ยงสัตว์ต่าง ๆ โดยเฉพาะการเลี้ยงสุกรที่ได้รับความนิยมจากเกษตรกรในพื้นที่ตำบลโคกกลอย อำเภอตระกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา เป็นอย่างมาก

แม้ว่าในปัจจุบัน การเกษตรในประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทาย ทั้งด้านการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน แต่กลุ่มเกษตรกรทำสวนโคกกลอย จังหวัดพังงาได้พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยการน้อมนำแนวพระราชดำริ “เกษตรทฤษฎีใหม่” ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานให้กับพี่น้องเกษตรกรไทย ให้มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งหนึ่งในหลักการสำคัญ นั่นก็คือ การทำการเกษตรในลักษณะพึ่งพาตนเอง และการทำเกษตรแบบผสมผสาน โดยใช้ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและวัสดุจากภายในฟาร์ม เพื่อเป็นการลดการพึ่งพาภายนอก และสร้างความยั่งยืนให้กับการผลิต

ทั้งนี้กลุ่มเกษตรกรทำสวนโคกกลอยได้นำแนวคิดดังกล่าว มาใช้ในการบริหารจัดการฟาร์มสุกร และได้พัฒนากระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลสุกร ซึ่งเป็นสิ่งปฏิกูลไร้ค่าที่เกิดขึ้นในฟาร์ม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านการลดต้นทุน และการปรับระบบเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นายณัชพล จินดาพล ประธานกลุ่มเกษตรกรทำสวนโคกกลอย เล่าว่า ขณะนี้เกษตรกรในพื้นที่ตำบลโคกกลอยมีผู้ที่สนใจจะประกอบอาชีพเลี้ยงสุกรกันมากขึ้น แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งในเรื่องของต้นทุนที่มีราคาสูงขึ้น และกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ทางกลุ่มเกษตรกรทำสวนโคกกลอยจึงได้หันมาทำฟาร์มโรงเรือนสุกรแบบปิดที่ถูกสุขลักษณะ และเปลี่ยนมูลสุกรสู่พลังงานทดแทนในรูปของก๊าซชีวภาพ เพื่อลดปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...