Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดจัดงาน Field Day อุบลฯ ถ่ายทอดงานวิจัยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์

จัดงาน Field Day อุบลฯ ถ่ายทอดงานวิจัยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์

-

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า งาน Field Day หรือ งานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ เป็นงานที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในช่วงเวลาก่อนเริ่มฤดูกาลผลิตใหม่ เพื่อถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง โดยนำเสนอเทคโนโลยี นวัตกรรม ภูมิปัญญา ที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูก และพืชสำคัญในพื้นที่นั้น ๆ เป็นสำคัญ โดยมีสถานีเรียนรู้ที่มีนักวิชาการ หรือผู้เชี่ยวชาญเข้ามาถ่ายทอดความรู้ และตอบข้อสักถามแก่เกษตรกรที่สนใจ เป็นการบูรณาการองค์ความรู้จากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน

สำหรับวันถ่ายทอดผลงานวิจัยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ตามค่าวิเคราะห์ดินสำหรับมันสำปะหลังอินทรีย์สู่เกษตรกรเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ Field Day ประจำปี 2567 ณ แปลงเกษตรกร นายรังสรรค์ อยู่สุข บ้านคำฮี หมู่ 10 ตำบลนาคาย อำเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานี ในครั้งนี้ มีความแตกต่างจากการจัดงาน Field Day ที่ผ่านมา โดยมีการนำเสนอผลงานวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ตามค่าวิเคราะห์ดิน สำหรับมันสำปะหลังอินทรีย์ ภายใต้โครงการ “การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังในระบบอินทรีย์ด้วยกลไก ตลาดนำการผลิต” ด้วยความร่วมมือระหว่าง กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 อุบลราชธานี และ บริษัทอุบลไบโอเอทานอล จำกัด (มหาชน) โดยมีเป้าหมายเป็นกลุ่มเกษตรกร ตำบลนาคาย อำเภอตาลสุมและตำบลสำโรง อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มเกษตรกรตำบลคูเมือง ตำบลฟ้าหยาด อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร กลุ่มเกษตรกรตำบลหนองไฮ อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 160 คน พื้นที่ปลูก 738 ไร่ ซึ่งมีการนำเสนอผลการเรียนรู้ที่ได้ถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรต้นแบบ ได้แก่ แนวทางการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์และการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ การตรวจวิเคราะห์ดินและการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ตามค่าวิเคราะห์ดินโดยเทคโนโลยี Smart NPK และการป้องกันกำจัดโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังด้วยชุดตรวจโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังแบบ Strip Test ผลการดำเนินงานพบว่า แปลงต้นแบบที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ตามค่าวิเคราะห์ดิน ร้อยละ 80 มีค่าวิเคราะห์ดินที่ดีขึ้น จำนวนหัวต่อเหง้าเพิ่มขึ้น ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 – 30 ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนเพิ่มจากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ตามค่าวิเคราะห์ดินนั้นให้ผลกำไรที่เพิ่มขึ้นตามมาด้วย

สำหรับแปลงของเกษตรกร นายรังสรรค์ อยู่สุข ที่ได้ดำเนินการตรวจวิเคราะห์ดินก่อนการเพาะปลูก และใส่ปุ๋ยอินทรีย์ตามค่าวิเคราะห์ดิน ในพื้นที่ 1 ไร่ เปรียบเทียบกับการดำเนินการในรูปแบบเดิม พบว่าน้ำหนักต่อต้นเฉลี่ยจากเดิม 2.2 กิโลกรัม/ต้น เพิ่มขึ้นเป็น 3.84 กิโลกรัม/ต้น คิดเป็นร้อยละ 74.55 มีจำนวนหัวต่อต้นเฉลี่ยจากเดิม 13.2 หัว/ต้น เพิ่มขึ้นเป็น 15 หัว/ต้น คิดเป็นร้อยละ 13.64 ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยจากเดิม 4.6 ตัน/ไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 7.2 ตัน/ไร่ คิดเป็นร้อยละ56.52 และมีเปอร์เซ็นต์แป้งเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 26 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 27 ซึ่งความสำเร็จที่ปรากฏ กรมส่งเสริมการเกษตรได้นำมาร้อยเรียงและอธิบายผ่านสถานีเรียนรู้ทั้ง 6 สถานี ให้แก่เกษตรกรรายอื่น ๆ ดังนี้
สถานีที่ 1 การตรวจวิเคราะห์ดิน และผลการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ตามค่าวิเคราะห์ดินในการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์
สถานีที่ 2 การใช้ชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช
สถานีที่ 3 การป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง
สถานีที่ 4 การบริหารจัดการแปลงมันสำปะหลังอินทรีย์ และการขอรับรองมาตรฐาน Organic Thailand
สถานีที่ 5 การสร้างเครือข่ายและเชื่อมโยงการตลาดมันสำปะหลังอินทรีย์
และสถานีที่ 6 การใช้เครื่องจักรสำหรับการปลูกมันสำปะหลัง

นอกจากองค์ความรู้ที่เกษตรกรจะได้รับในวันนี้ ยังมีการให้บริการด้านการเกษตร การจัดนิทรรศการให้ความรู้จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานภาคี กิจกรรมตลาดเกษตรกรจำหน่ายสินค้าของเกษตรกร กลุ่มองค์กรเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน Smart Farmer / Young Smart Farmer จากอำเภอตาลสุม และรับมอบปัจจัยการผลิตฟรีภายในงาน

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

จากคนเคยลำบาก…สู่เจ้าของร้านใจบุญข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ 60 บาทอิ่มไม่อั้น

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่บีบรัดผู้คนในทุกระดับ ยังมีเรื่องราวเล็กๆ ที่สะท้อน “ความอิ่ม” ที่ยิ่งใหญ่กว่าความอิ่มท้อง ร้านข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ “เป็นต่อ” ตั้งอยู่ริมถนนดอนตูม–นครปฐม ในพื้นที่อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม อาจเป็นเพียงร้านอาหารธรรมดาในสายตาใครหลายคน แต่สำหรับลูกค้าจำนวนมาก ที่นี่คือ “ที่พึ่งของความหิว” ด้วยราคาเพียง 60 บาท ลูกค้าสามารถตักข้าวราดแกงได้ไม่อั้น ไม่จำกัดเวลา มีเมนูให้เลือกหลากหลาย ทั้งต้ม ผัด แกง ทอด น้ำพริก ผักสด รวมถึงก๋วยเตี๋ยวไก่และขนมหวาน สลับหมุนเวียนไม่ซ้ำในแต่ละวัน จนกลายเป็นร้านยอดนิยมในเวลาเพียง 1 เดือน ลูกค้าทั้งในพื้นที่...