หน้าแรกเศรษฐกิจทั่วไทยชี้วิกฤตการเงินเกินกว่าครึ่ง อีสานหนักสุด!

ชี้วิกฤตการเงินเกินกว่าครึ่ง อีสานหนักสุด!

-

ซูเปอร์โพล” เผยสำรวจคนไทยจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่ง  เงินในกระเป๋าเข้าสู่ภาวะวิกฤต โดยเฉพาะภาคอีสาน ที่มีสัดส่วนสูงถึง ร้อยละ 77  ส่วนข้อกังวลหากมีการแจก “เงินดิจิตอล”  อันดับแรก กังวลต่อความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์ มิจฉาชีพทางออนไลน์ ,เรื่องภาวะเงินเฟ้อข้าวของราคาแพง ,เรื่องการทุจริตเชิงนโยบาย ,กังวลการสวมสิทธิ์ และกังวลว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่จะได้รับความเสียหาย 

“ซูเปอร์โพล” เผยผลสำรวจเรื่องจำนวนคนไทยในวิกฤตการณ์ เงินในกลุ่มตัวอย่าง 1,146 ราย ซึ่งมีการดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 7-10 กุมภาพันธ์ 2567  ที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 50.5  บอกว่า เงินในกระเป๋าของตนเองนั้นอยู่ในขั้นวิกฤต  ที่เหลือ ร้อยละ 49.5 นั่นยังไม่เข้าขั้นวิกฤต

และเมื่อแบ่งการสำรวจตามภูมิภาคพบว่า กลุ่มคนที่ระบุว่าเงินในกระเป๋าอยู่ในภาวะวิกฤต  อันดับแรกคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือว่าภาคอีสาน มีสัดส่วนถึงร้อยละ 77.9  อันดับที่ 2  คือภาคใต้ก็มีสัดส่วนอยู่ที่ ร้อยละ 66.3 ภาคกลางมีสัดส่วนร้อยละ 47.2 ภาคเหนืออยู่ที่ ร้อยละ 35.8  ส่วนคนกรุงเทพฯ ก็มองว่าเงินในกระเป๋าของตนเองเข้าขั้นวิกฤตน้อยที่สุดคือร้อยละ 30.8

เมื่อถามถึงข้อกังวลถ้าหากมีการแจกเงินดิจิตอลจริงจะเป็นอย่างไร คำตอบคืออันดับแรกหรือ ร้อยละ 32.7 กังวลต่อความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์ มิจฉาชีพทางออนไลน์  อันดับ 2 ร้อยละ 32.7 ระบุว่า กังวลเรื่องของภาวะเงินเฟ้อข้าวของราคาแพง อันดับ 3 ร้อยละ 30.7 กังวลการทุจริตเชิงนโยบาย อันดับ 4 ร้อยละ 24.2 กังวลเรื่องการสวมสิทธิ์ และอันดับที่ 5  ร้อยละ 22.6 กังวลเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ได้รับความเสียหาย

ส่วนที่เหลือร้อยละ 21.7 กังวลว่าประชาชน จะเสียวินัยทางการเงินขาดความรับผิดชอบ  ร้อยละ 19.2  กังวลว่าประชาชนผู้ห่างไกลเทคโนโลยีเข้าไม่ถึงการแจกเงินนี้และสุดท้าย ร้อยละ 14.9 ที่กังวลว่าประเทศจะสูญเสียโอกาสในการพัฒนาที่ยั่งยืน

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...