หน้าแรกข่าวล่าสุดเลี้ยงหมูฟรีสไตล์ลดรายจ่ายโตไวเนื้อแน่นขายได้ราคา กำไรงาม

เลี้ยงหมูฟรีสไตล์ลดรายจ่ายโตไวเนื้อแน่นขายได้ราคา กำไรงาม

-

เกษตรกรหัวก้าวหน้า คิดนอกกรอบต้องยกให้ นายปราณีต อมรวุฒิพงศ์ อายุ 66 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร บ้านคลองยาง หมู่ที่ 4 ต.ครบุรีใต้ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ตัดสินใจทดลองใช้พื้นที่ว่างซึ่งเดิมทีเคยใช้ปลูกหญ้าเนเปียให้เป็นอาหารเสริมแก่สุกรที่เลี้ยงไว้ กั้นรั้วรอบพื้นที่จำนวน 2 ไร่ แล้วปล่อยสุกรรวม 59 ตัว ไปวิ่งเล่นและหากินแบบธรรมชาติ พร้อมกับสร้างโรงเรือนขนาดเล็กพอให้สุกรได้หลบแดดฝน ส่วนพื้นที่โดยรอบก็จะมีต้นไม้ใหญ่สร้างความร่มรื่นและมีสระน้ำขนาดเล็ก ไว้ให้สุกรได้ลงเล่นน้ำคลายร้อนและทำความสะอาดตัวเอง และยังปลูกหญ้าเนเปียเสริมอยู่เป็นหย่อมๆ เพื่อให้หมูได้ขุดกินตามธรรมชาติ

นายปราณีต บอกว่า การเลี้ยงหมูด้วยวิธีนี้สามารถลดต้นทุนในค่าหัวอาหารหมูได้กว่า 30 เปอร์เซ็นต์ โดยส่วนหนึ่งตัวเองจะปลูกหญ้าเนเปียเอาไว้ให้เป็นอาหารเสริมร่วมกับหัวอาหาร และส่วนหนึ่งก็จะให้หมูได้หากินเองในพื้นที่ที่ทำบริเวณเอาไว้ นอกจากนี้หมูที่ถูกเลี้ยงแบบปล่อย จะมีสุขภาพที่แข็งแรง อารมณ์ดีไม่เครียด อีกทั้งยังจะทำให้หมูมีเนื้อแน่น เนื่องจากได้ออกกำลังกาย ทำให้เนื้อเป็นที่ต้องการของตลาดอีกด้วย

นายประณีตฯ บอกอีกว่า สาเหตุที่ตัวเองหันเลี้ยงสุกรแบบปล่อยนั้น ก็เนื่องจากมีพื้นที่ค่อนข้างเยอะ และอยากจะลดเวลาในการดูแลหมูลงเพราะอายุมากแล้ว จึงลองนำมาปล่อยเลี้ยง เพราะเดิมทีที่ส่วนนี้ก็ปลูกหญ้าเอาไว้เพื่อตัดเลี้ยงหมูอยู่แล้ว เมื่อนำมาปล่อย ก็น่าจะหากินเองได้ อีกทั้งยังไม่ต้องทำความสะอาดคอก มูลหมูก็จะกลายเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้และหญ้าที่ปลูกไว้ มีสระน้ำให้หมูได้ลงเล่นคลายร้อนทำความสะอาดตัวเอง

ส่วนตัวเองก็มีหน้าที่แค่นำหัวอาหารผสมรำและหญ้ามาให้เป็นเวลาเท่านั้น ซึ่งก็ลดภาระในการดูแลไปได้กว่าครึ่ง โดยหมูที่ถูกเลี้ยงแบบปล่อยนั้นจะอารมณ์ดีไม่เครียด เพราะได้วิ่งเล่นเต็มที่ เนื้อก็จะแน่นกว่าหมู่ที่เลี้ยงในโรงเรือน ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด อีกทั้งยังโตเร็วกว่าการเลี้ยงทั่วไปเล็กน้อยด้วย ที่สำคัญยังสามารถลดต้นทุนค่าอาหารหมูไปได้มากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ทำให้มีกำไรจากการขายหมูในแต่ละรุ่นเพิ่มมากขึ้นด้วย.

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ // นครราชสีมา

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...