หน้าแรกข่าวล่าสุด1 ปีได้กิน 1 ครั้ง คนพะเยาเก็บดอกสะแลขาย กก.ละ 400 บาท

1 ปีได้กิน 1 ครั้ง คนพะเยาเก็บดอกสะแลขาย กก.ละ 400 บาท

-

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ฤดูพืชผักกำลังออกดอกและผล พืชบางชนิด 1 ปี ออกดอกผลเพียงหนึ่งเท่านั้น เช่น ต้นสะแล 1 ปีจะออกดอก 1 ครั้ง เป็นที่ต้องการของพ่อค้าแม่ค้า ในตลาดและผู้คนทั่วไป จะเสาะหามาประกอบอาหาร และขาย เพราะมีราคาแพงหายาก ดอกสะแลที่ออกใหม่ราคา กก.ละ 400 บาท หรือมากกว่า แต่แพงก็เป็นที่ต้องการนำมาประกอบอาหารเพราะทานแล้วเป็นยา อายุวัฒนะ ต้านอนุมูลอิสระ ด้วย

นางวันเพ็ญ ยอดอ้อย อายุ 61 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ ม.8 บ้านห้วยทรายคำ ตำบลบ้านต๋อม อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ซึ่งมีสวนผัก-ผลไม้พื้นบ้านหลายชนิด และต้นสะแลที่พุ่มสูงกว่า 2 เมตร กำลังออกดอกอ่อนเป็นพวงติดตามกิ่งต้นสะแลเต็มไปหมด และได้ช่วยกันตัดกิ่งก้านที่มีดอกสะแส ติดเต็มไปทั่ว แล้วช่วยกันแกะเลาะดึงเอาดอกสะแล เพื่อนำไปประกอบอาหารแกงดอกสะแล ซึ่งสะแลเป็นไม้เลื้อยยืนต้ ที่มีตามเรือกสวนและในป่า จะพบได้ทางภาคเหนือเท่านั้น สะแลมักขึ้นตามชายป่า สวนที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ ลำธารหรือพื้นที่ชุ่มเย็น

นางวันเพ็ญ บอกอีกว่า ต้นสะแล จะออกดอกมากช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคม สำหรับดอกสะแลถือเป็นพืชผักชนิดหนึ่ง ที่ชาวบ้านจะปลูกไว้กิน และขายหรือไปหาในป่า หรือหาซื้อตามท้องตลาดสดเหมือนผักอื่นๆ ดอกสะแล เป็นที่รู้จักและนิยมในภาคเหนือ มีประโยชน์คุณค่าสารอาหารต่อสุขภาพร่างกาย โดยเป็นผักหรือดอก มีรสมัน หนุ่มกรอบอร่อย ส่วนมากดอกสะแลจะมีวางขายตามฤดูกาล

สำหรับดอกและผลนำมาทำเป็นอาหารได้ เช่น แกงส้ม แกงป่า แกงแค และเพิ่มเนื้อสัตว์ เนื้อปลา และปลาแห้ง ใส่เข้าไปด้วยเพื่อเพิ่มรสชาติ หรือจะนำมาลวกจิ้มกินกับน้ำพริกก็อร่อยทีเดียว ที่สำคัญดอกและผลของสะแลมีสรรพคุณช่วยให้เจริญอาหาร และยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงนับได้ว่าดอกสะแลนอกจากอร่อยแล้วยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และเป็นที่ต้องการของคนทั่วไปอีกด้วย

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...