หากเอ๋ยชื่อ “สว.โต” หรือ ดร. สุรเดช จิรัฐิติเจริญ ที่มีบทบาทสำคัญในการเมืองที่สวมหมวกหลายใบทั้ง เลขานุการคณะกรรมาธิการ กมธ. การเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคมวุฒิสภา , กรรมาธิการ กมธ. การคมนาคม วุฒิสภา และที่สำคัญเขาเป็นขวัญใจคนประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี เนื่องจากทำงานอุทิศชีวิตให้กับชาวบ้านไม่เคยบกพร่อม
อีกบทบาทหนึ่งที่”สว.โต”กำลังผันตัวเองเป็นเกษตรกรเต็มขั้น หลังโพสต์คลิปกองผลผลิตฟักทองกองใหญ่แจกจ่ายให้กับชาวบ้าน “ส่งความรักด้วย ฟักทอง ช่วยชาติ” ในห้วงแห่งเทศกาลวาเลนไทน์นี้ โดยสว.โต บอกว่า ฟักทองและพืชผักสวนครัวทั้งหมดทำการปลูกเองภายในสวนทุเรียนพันธุ์หมอนทอง เนื้อที่กว่า 32 ไร่ รวม 8,000 ต้น ที่เลือกปลูกฟักทองเพราะปลูกง่าย เจริญเติบโตดีในดินทุกชนิด อีกทั้งยังสามารถปลูกกันได้ดีทั่วประเทศไทย เป็นผักสวนครัวพื้นบ้านที่คนต่างรู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
มีการใช้ฟักทองในการทำอาหารมากมาย ทั้งของคาว ของหวาน และเครื่องดื่ม หรือจะต้มกินเล่น ๆ เป็นอาหารว่าง อาหารลดน้ำหนัก มีคนนิยมหันมาปลูกฟักทองไว้กินเอง ทั้งที่บ้าน ปลูกฟักทองกันอย่างแพร่หลายในเชิงพาณิชย์ ใช้เป็นอาหาร เพื่อความสวยงาม และปลูกเพื่อเป็นงานอดิเรก

สว.โต บอกว่า กองฟักทองกองโตเก็บจากผลผลิตภายในสวนกว่า 500 ลูก เป็นฟักทองพันธุ์พื้นเมืองที่มีรสสมบูรณ์แบบ และ มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก ทั้งเรื่องการลดคอเลสเตอรอลบางอย่างในการสร้างสุขภาพที่ดี ทั้งลดไขมัน มีค่าสายใยอาหารคุณค่ามากมาย หากหาซื้อตามท้องตลาดขายในราคา 40 บาท
ฟักทองนั้นทำได้หลายเมนู อาทิ ฟักทองผัดไข่ ,ฟักทองแกงบวช , ฟักทองย่าง, ฟักทองนึ่ง, ฟักทองน้ำผึ้ง ฟักทองน้ำเชื่อม,ซุปฟักทอง หรือ น้ำฟักทอง ฯลฯ ในลูกเดียวทำได้หลายอย่าง ลูกหนึ่งเก็บได้หลายสัปดาห์ ใครสนใจติดต่อ หรือ แอดไลน์หรือโทร.มาได้ มอบแก่คนที่เรารัก และ ทุกคน … ดร. สุรเดช หรือ สว.โตกล่าว
สว.โต บอกต่อว่า สวนปลูก “ฟักทอง”ของตนนั้นตั้งอยู่ ใกล้ถนนสายสุวรรณศร (ประจันตคาม – กบินทร์บุรี) หรือ สาย 33 ต.คำโตนด อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี ด้านหลังศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยเขต 2 ปราจีนบุรี ในอดีตเป็นพื้นที่บ่อลูกรังเก่า พื้นที่เดิมเคยปลูกมันสำปะหลัง โดยได้ปรับเนื้อที่ใช้ปลูกฟักทอง พร้อม ๆ ไม้ผลหลัก เนื้อที่ มากกว่า 32 ไร่

แต่ในขณะนี้เขียวขจีเต็มไปด้วยไม้ผลหลักของสวน ได้แก่ ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง รวมมากกว่า 8,000 ต้น ,ไม้ยืนต้น ตลอดจนพันธุ์พืชอื่น ๆ นานาพรรณ โดยเฉพาะ “ฟักทอง” ที่ทาง ดร. สุรเดช หรือ สว.โต จิรัฐิติเจริญ ชวนมอบให้คนที่รัก-เชิญชวนมาปลูกกันทั่วไทย เพื่ออาหาร – หากเหลือกิน ยังสามารถสร้างรายได้ครัวเรือนในการพึ่งพาตนเอง
ตนเองจึงมีแนวคิดปลูก …ฟักทองช่วยชาติ… โดยขอใข้สื่อสารให้เป็นตัวอย่างแก่พี่น้อง นับจากเบื้องต้นทำการปลูกทุเรียนพันธ์หมอนทองในเชิงพาณิชย์ที่ได้ผลกำไรจากการจัดจำหน่าย หรือ คุ้มทุนมากกว่าสินค้าเกษตรอื่นที่ทำ หรือ ทำไปพร้อม ๆ กัน เริ่มจากได้ทำการปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองเอกลักษณ์เมืองปราจีนบุรี รวมกว่า 8,000 ต้น เป็นรูปธรรมขึ้น
โดยก่อนปลูกได้ศึกษาปราชญ์พื้นบ้าน ทราบว่าทุเรียนชอบน้ำไม่ชอบแฉะ พร้อม ๆ กับทำการปลูกพืชอื่นผสมผสานเป็นพืชหมุนเวียนปกคลุมดิน ให้เป็นสวนเกษตรผสมผสานหลากหลายทั้งไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผักสวนครัว ในการพึ่งพาตนเองตามแนวปรัชญาเกษตรทฤษฎีใหม่นำมาใช้ยังชีพ หรือ พึ่งพาตนเองและครอบครัวได้
ปัจจุบัน ฟักทอง ได้ลองปลูกเป็นพืชรอบๆต้นทุเรียน พบว่าสามารถปลูกอะไร ก็ได้ ที่ไหนๆ ก็สามารถปลูกได้ ขึ้นอยู่กับ ปุ๋ย , น้ำเพียงพอ ซึ่งการปลูกนั้นใช้แบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี เป็นปุ๋ยหลักจำพวกปุ๋ยคอก อาทิ ขี้ไก่ ขี้วัวฟาง หมักไว้ 2 เดือนก่อน จึงนำมาใช้ ถ้าใช้เลย ปุ๋ยมันจะเป็นเชื้อรา พร้อม ๆ กับรดน้ำวันหนึ่ง 3 เวลา ช่วงเช้า สาย บ่าย ครั้งละ 5 นาที ผ่านระบบให้น้ำสปริงเกอร์ในการควบคุม แก่พืชพรรณที่ปลูก รวมถึง ฟักทองด้วย

ส่วน ทุเรียนที่ปลูก ระหว่ารอการให้ผลผลิตประมาณ 4 ปี แต่มีบางส่วนได้เก็บเกี่ยว เก็บลูกได้แล้ว ได้ปลูกฟักทองให้ความชุ่มชื้นคลุมดินรอบ ๆ ต้นทุเรียนไว้พร้อม ๆ การให้ผลผลิต โดยฟักทองที่ปลูก ที่ทำการประชาสัมพันธ์ แนะนำผ่านโลกโซเชี่ยล เป็นฟักทองพันธุ์ศรีเมือง พื้นที่การปลูก ไม่เยอะ เฉพาะในพื้นที่สวนตรงนี้ 32 ไร่ ในการรอเวลาให้ต้นทุเรียนโต และพร้อมกับได้มี การปลูกไม้เสริม
“การปลูกไม้เสริมฟักทองนั้น ได้ทำการปลูก เริ่มจากทำการขุดหลุมปลูกรายรอบต้นพันธุ์ทุเรียน ระยะห่างระหว่างหลุม ห่างกัน 4 เมตร ปลูกรายรอบต้นทุเรียนแต่ละต้นใน 4 มุม ทำการหยอดเม็ดฟักทอง หลุม ละ 1 เม็ด กระจายทั่วสวนปกคลุมดิน” สว.โต กล่าว
ดั้งเดิมตนเองและครอบครัว ไม่เคยทำด้านการเกษตรมาก่อน แต่เมืองไทยมีความอุดมสมบูรณ์สามารถปลูกพืชอะไรก็ได้ จึงได้หันมาทำการเกษตรกรรมเป็นแบบหรือแนะแนวทางเพื่อให้ประชาชน ใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วที่มีอยู่ของตนเอง ไม่ให้ว่างเปล่า ทำการสร้างอาหารด้วยตนเองในการประหยัด ปลอดภัยไม่ต้องซื้อหาในตลาด ปลูกให้ครบ เป็นลดรายจ่ายครัวเรือน หากผลผลิตเหลือ ยังสามารถขาย สร้างรายได้ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวง
สำหรับดินในการปลูกฟักทอง ต้องร่วนซุย รดน้ำวันละวัน 5 นาที 3 เวลา อายุฟักทอง ตั้งแต่เริ่มปลูก ถึงเก็บเกี่ยว รวมประมาณ 90 วัน ผลผลิตที่ได้ในสวนของตนเอง ประมาณ พันกว่ากิโลเมตร ถ้าจะซื้อสนใจ ที่สวนกิโลกรัมละ 20 บาท เท่านั้น นอกจากฟักทองยังปลูกไม้เสริมอย่างอื่น เช่น มันหวาน, มะนาว , ฝรั่ง , มะละกอ, ส้มโอ , มันเทศ ตะไคร้ ผักสวนครัว ปัจจุบันนั้นไม่ต้องซื้อผักกิน ลดรายจ่ายได้มาก

“ผมขอเป็นกำลังใจให้เกษตรกร หากทำการปลูกผลผลิตต่าง ๆ ต้องดูว่าตลาดต้องการอะไร เช่น ทุเรียนนั้น ตลาดมีทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก ความต้องการตลาดสูง การทำการเกษตรทุกอย่าง ต้องใส่ใจ และ ต้องมีความรู้กับมัน ตนเองปลูกทุเรียนเป็นไม้ผลหลัก ที่มีเนื้อที่ รวมทั้งหมด 700 ไร่ รวมจำนวน 8,000 ต้น และ ขณะนี้ กำลังจะไปปลูกใหม่อีก 200 ไร่ จำนวน 5,000 ต้น ทั้งหมดเป็นการทำการเกษตรเกษตรอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยหมักขี้ไก่กับขี้วัวฟางหมักไว้ประมาณ 2 เดือนจึงนำมาใช้ ลองก้นหลุมแล้วทยอยใส่ไปเรื่อยๆ ถ้านำมาใช้เลยมันจะเป็นเชื้อรา
ด้านพันธุ์ฟักทองที่ปลูก ตามที่กล่าวข้างต้นคือ พันธุ์ศรีเมือง ปลูกบนเนื้อที่ประมาณ 32 ไร่ พร้อมปลูกไปกับปลูกทุเรียนที่เป็นไม้หลัก 800 กว่าต้น ใช้เวลา 4 -5 ปีที่ผ่านมา เมื่อมีดิน มีปุ๋ย ช่วงการรอเวลาทุเรียนที่ ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว ก็ปลูกไม้เสริม อาทิ ฟักทองดังกล่าว ที่ปลูกแซมรายรอบต้นทุเรียน ทุเรียน 1 ต้น ปลูกฟักทองรอบ ๆ 4 มุม จำนวน 4 หลุมๆ ละ 1 เม็ด
ปลูกฟักทองเติบโตเร็วดูแลไม่ยุ่งยาก รสชาติมันอร่อย ทำอาหารได้หลากหลายเมนู อย่างทั้งคาวและหวานมีคุณค่าทางอาหารสูง ชื่อก็เป็นมงคล เก็บเกี่ยวได้เป็นระยะเวลา 1 เดือน สามารถทยอยเก็บรักษาได้มีประโยชน์อยากให้ประชาชนหันมาบริโภคส่งเสริมเกษตรกรปลูกกันทั่วประเทศ
โดย….มานิตย์ สนับบุญ /ณัฐนันท์(ดาว) – ภาพ / ปราจีนบุรี








