Google search engine
หน้าแรกรายงานพิเศษนักวิชาการเสนอขึ้นภาษีสุราขาวเป็นบันไดขั้นต่อไปปรับโครงสร้างแอลกอฮอล์

นักวิชาการเสนอขึ้นภาษีสุราขาวเป็นบันไดขั้นต่อไปปรับโครงสร้างแอลกอฮอล์

-

นักวิชาการ มธ. ตอบรับรัฐบาลปรับโครงสร้างสรรพสามิตสุราพื้นบ้าน – สถานบันเทิง – ยกเว้นภาษีนำเข้าไวน์ ชี้เป็นขั้นแรกของบันไดในการปรับสมดุลโครงสร้างราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมเสนอบันไดขั้นต่อไป ให้รัฐขึ้นภาษีสุราขาว เพื่อลดการบริโภคแอลกอฮอล์ที่มีความเสี่ยงและเพิ่มรายได้การจัดเก็บภาษีให้ประเทศไปพร้อมๆ กับการส่งเสริมการท่องเที่ยว

ผศ.ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว ผู้บริหารโครงการวิจัยเรื่อง “อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย” จากสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2567 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบ 2 มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยมาตรการแรกเป็นการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสินค้าสุรา ปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ และปรับปรุงโครงสร้างภาษีศุลกากรสินค้าไวน์ ส่วนมาตรการที่สองคือการปรับปรุงหลักเกณฑ์การตรวจสินค้าเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มของนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการโดยการขยายเวลาปิดสถานบันเทิงมาก่อนแล้ว นโยบายที่ออกมาต่อเนื่องดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนบูรณาการการท่องเที่ยว มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและใช้จ่าย พร้อมทั้งยกระดับสุราพื้นบ้านและสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป

ต่อความเคลื่อนไหวดังกล่าว ผศ.ดร.สุทธิกร ให้ความเห็นว่ามีหลายประเด็นที่น่าสนใจ โดยการลดภาษีสรรพสามิตในส่วนไวน์แชมเปญและสุราชุมชนที่เกิดขึ้นเป็นเสมือนขั้นแรกของบันไดในการปรับสมดุลโครงสร้างราคาของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย

“บันไดขั้นต่อไปนั้น รัฐควรหันมาปรับพิจารณาสุรากลั่น เพื่อให้มีอัตราภาษีสรรพสามิตและอากรนำเข้าที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น สุรานำเข้า ควรปรับให้มีเป็นลักษณะเดียวกับไวน์และแชมเปญที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งพิจารณาปรับอัตราภาษีสรรพสามิตและอากรขาเข้าเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวและยังเป็นการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ให้เหมาะสมกับความเป็นจริง เมื่อคิดเป็นปริมาณและมูลค่าการบริโภคในส่วนนี้จะเห็นได้ว่ามีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตโดยรวมของประเทศ” ผศ.ดร.สุทธิกร เสนอ

ผศ.ดร.สุทธิกร ให้ข้อเสนอต่อไปว่า สำหรับรูปแบบภาษีสรรพสามิตนั้น ภาครัฐอาจพิจารณาปรับโดยกำหนดภาษีตามปริมาณความเข้มข้นของแอลกอฮอล์มากกว่าการคิดภาษีตามราคาขายปลีก เพื่อให้การเก็บภาษีสรรพสามิตแอลกอฮอล์เป็นไปเพื่อลดการบริโภคตามปริมาณแอลกอฮอล์ ไม่ใช่การลดการบริโภคตามราคาของสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

“บันไดขั้นถัดไปที่สำคัญแต่รัฐบาลยังไม่ได้ให้ความสำคัญ คือการขึ้นภาษีสุราขาวซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ของการบริโภคแอลกอฮอล์ของประชาชนไทย และเป็นสัดส่วนสำคัญในฐานภาษีสรรพสามิตของประเทศ โดยการเพิ่มภาษีสรรพสามิตสุราขาวนี้จะช่วยลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของผู้มีรายได้น้อยซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากการดื่มอย่างขาดความรับผิดชอบ ทั้งผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตตนเอง และส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม นอกจากนี้การขึ้นภาษีสุราขาวนี้ยังจะส่งผลดีต่อรายได้การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตของประเทศอีกด้วย” ผศ.ดร.สุทธิกร กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อปลายปี 2566 ที่ผ่านมา ผศ.ดร.สุทธิกร และทีมวิจัยจากสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอ “รายงานอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย” สู่สังคมไทย โดยรายงานฉบับนี้ได้ศึกษาสถานการณ์ของตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยในภาพรวมและบริบทที่เกี่ยวข้อง พบว่าแนวโน้มตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยนั้นขยายตัวขึ้น โดยภาษีสรรพสามิตสุราขาวไทยนั้นมีอัตราที่ต่ำกว่าภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่นๆ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยใช้มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมการเข้าถึงและการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชนในประเทศ โดยใช้เหตุผลด้านสุขภาพและความเป็นธรรมภายในตลาด อันสอดคล้องกับข้อเสนอขององค์การอนามัยโลก

นอกจากนี้ รายงานฯ ยังเสนอให้ไทยขึ้นภาษีสรรพสามิตสุราราคาถูก โดยการขึ้นภาษีสรรพสามิตสุราที่มีราคาถูกซึ่งเน้นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอาจส่งผลให้มีการบริโภคสุราน้อยลงตามไปด้วย และการขึ้นภาษีสรรพสามิตสุราที่มีราคาถูกซึ่งมีสัดส่วนยอดขายจำนวนมากจะช่วยให้ภาครัฐจัดเก็บรายได้มากขึ้น หรืออาจเกิดผลทั้งสองอย่างร่วมกัน โดยข้อเสนอดังกล่าวสอดคล้องกับผลวิเคราะห์สถิติอุบัติเหตุทางถนน-เมาแล้วขับของคณะวิจัยฯ ซึ่งพบว่าเกิดในพื้นที่ในพื้นที่จังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวต่ำ และเกิดจากสุราขาวและสุราราคาถูกมากกว่าชนิดอื่นๆ

 

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

จากอดีตข้าราชการป่าไม้ โค่นสวนยาง 40 ไร่ ปลูกทุเรียนกว่า 1,200 ต้น ริมเทือกเขาบรรทัด

จากอดีตข้าราชการป่าไม้ "นายสนิท องศารา" หรือ "ลุงหนิด" วัย 65 ปี ตัดสินใจโค่นสวนยางพารากว่า 40 ไร่สู่เจ้าของสวนทุเรียนขนาดใหญ่ในพื้นที่ ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง "ลุงหนิด" วัย 65 ปี บอกว่า  หลังเกษียณอายุราชการ ตัดสินใจโค่นสวนยางพารากว่า 40 ไร่เพื่อปลูกทุเรียน 4 สายพันธุ์...