Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดภาครัฐอย่าหลุดโฟกัส “หมูเถื่อน”2,385 ตู้ 60,000 ตัน จับตัว “ผู้บงการ”ยังหวืด

ภาครัฐอย่าหลุดโฟกัส “หมูเถื่อน”2,385 ตู้ 60,000 ตัน จับตัว “ผู้บงการ”ยังหวืด

-

อีกไม่กี่วันจะครบ 2 ปีเต็มที่ 2 รัฐบาล (รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน) ปราบปรามหมูเถื่อนต่อเนื่อง ย้อนไปที่จุดเริ่มต้นปี 2565 ไทยประกาศพบโรค ASF ผลผลิตในประเทศหายไป 50% ทำราคาหมูหน้าฟาร์มดีดขึ้นไปสูงกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัม จากที่ไม่เกิน 65 บาท หมูเนื้อแดงจาก 130-150 บาทต่อกิโลกรัม กระโดดขึ้นไป 200 บาท จึงเป็นที่มาของ “หมูเถื่อน เกลื่อนไทย” กวาดล้างไม่หมด เพราะทำกำไรเป็นกอบเป็นกำให้เหล่ามิจฉาชีพ จากต้นทุนนำเข้าถึงไทยเฉลี่ย 70-80 บาทต่อกิโลกรัม แต่ผู้เลี้ยงหมูน้ำตาตกขาดทุนบักโกรกนานกว่า 10 เดือน ที่สำคัญยังจับกุมดำเนินคดีกับ “ตัวการใหญ่” ไม่ได้เลย

ช่วงแรกของการปราบปรามทั้งปี 2565 ของกรมศุลกากร กรมปศุสัตว์ และตำรวจ ทำงานแบบไม่หวังผล จับกุมหมูเถื่อนได้เพียง 960 ตัน เท่านั้น ขณะที่ มกราคม-มีนาคม 2566 จับกุมได้อีก 120 ตัน ภาษาคนทำงานจริงจังเรียกว่า “จิ๊บจ๊อย” มาเริ่มตรวจเข้มและจับดุ หลังการนำเข้าสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรถูกสังคมตั้งคำถามว่า “หมูเถื่อน” เข้ามาในประเทศได้อย่างไร? หน่วยงานใดรับผิดชอบต้นทางการนำเข้า? สะท้อนการทำงานภาครัฐไม่โปร่งใส การปราบปรามไม่คืบหน้า จนหลังเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม นายกฯ เศรษฐา เข้ารับตำแหน่ง ประกาศทำสงครามกับหมูเถื่อน ต้องสาวให้เจอ “ผู้บงการ”

“หมูเถื่อน” ถูกส่งต่อจากกรมศุลกากรไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) บัดนั้น คดีคืบหน้ารวดเร็ว มีการเปิดตู้หมูเถื่อนตกค้างที่ท่าเรือแหลมฉบัง 161 ตู้ น้ำหนักรวม 4,500 ตัน เมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการสำแดงเท็จเป็นโพลีเมอร์ และอาหารทะเลแช่แข็ง ทั้งสิ้น นับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ทำให้การสืบสวนจนพบต้นทางและเส้นทางการเงิน สู่การจับกุม 10 บริษัท ผู้ต้องหา 11 คน และนายทุนมอบตัว 2 คน รวมถึงแจ้งความดำเนินคดีกับข้าราชการ 3 คน สู่การยึดและอายัดทรัพย์มากกว่า 90 ล้านบาท นับเป็นความคืบหน้า แต่ที่ยังคาใจคือ “ใครคือตัวการใหญ่?”

จากหลักฐานชิ้นใหญ่ดังกล่าว DSI ขยายผลการสอบสวนย้อนหลังการนำเข้าสินค้าระหว่างปี 2564-2566 พบหมูเถื่อน สำแดงเท็จออกจากท่าเรือแหลมฉบังไปแล้ว 2,385 ตู้ น้ำหนักรวมประมาณ 59,000 ตัน กระจายซุกซ่อนอยู่ในห้องเย็นทั่วประเทศจนถึงขณะนี้ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักทำให้หมูไทยราคาตกต่ำมากที่สุดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เพราะผลผลิตหมูไทยออกสู่ตลาด พร้อมๆ กับหมูเถื่อนถูกระบายออกจากห้องเย็นตลอดเวลามาแข่งราคากับหมูไทย ทำให้ซัพพลายล้นตลาดราคาหมูไทยจึงตกฮวบ นายกฯ เศรษฐา ต้องเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมพร้อมพรั่งสั่งการเด็ดขาดอีกครั้ง “หมูเถื่อน ต้องหมด” และผู้กระทำผิดไม่ว่าจะนายทุน นักการเมือง หรือข้าราชการ ต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด

จนถึงวันนี้ มีการประเมินเบื้องต้นว่าหมูเถื่อนทำให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 50,000 ล้านบาท ทั้งเชื่อว่ายังมีหมูเถื่อนตกค้างที่ท่าเรือแหลมฉบัง และมีการร้องขอให้ตรวจสอบท่าเรือคลองเตย รวมถึงห้องเย็นทั่วประเทศต่อเนื่อง เพื่อกวาดล้างเนื้อสัตว์ผิดกฎหมายเหล่านี้ออกมาจากที่ซ่อน จับกุมและทำลายตามขั้นตอนมาตรฐานเพื่อป้องกันโรคระบาด เพื่อคืนความยุติธรรมให้หมูไทยที่ปลอดภัยสูง ปราศจากสารเร่งเนื้อแดงและสารปนเปื้อน เป็นหลักประกันชั้นเลิศให้กับคนไทยได้มีเนื้อสัตว์คุณภาพดีบริโภคอย่างเพียงพอ ที่สำคัญการปราบปรามหมูเถื่อนให้สิ้นซากจะนำกลไกตลาดและสมดุลราคากลับคืนให้กับเกษตรกรและอุตสาหกรรมสุกรไทย

ผู้เลี้ยงหมูและสังคม จับตาต้องการทำงานภาครัฐในการพิสูจน์ประสิทธิภาพการจับกุม “ผู้บงการ” ตัวจริงให้เปิดโฉมหน้าในเร็ววัน และนำตัวผู้กระทำผิดไปลงโทษตามกฎหมายสูงสุด เพื่อชดเชยความเสียหายของเกษตรกรที่ขาดทุนมานานกว่า 10 เดือน ก่อนที่พวกเขาทิ้งอาชีพไป ซึ่งอาจกระทบต่อความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหารของไทยในอนาคต

โดย…อัปสร พรสวรรค์ นักวิชาการอิสระ

 

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

จากอดีตข้าราชการป่าไม้ โค่นสวนยาง 40 ไร่ ปลูกทุเรียนกว่า 1,200 ต้น ริมเทือกเขาบรรทัด

จากอดีตข้าราชการป่าไม้ "นายสนิท องศารา" หรือ "ลุงหนิด" วัย 65 ปี ตัดสินใจโค่นสวนยางพารากว่า 40 ไร่สู่เจ้าของสวนทุเรียนขนาดใหญ่ในพื้นที่ ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง "ลุงหนิด" วัย 65 ปี บอกว่า  หลังเกษียณอายุราชการ ตัดสินใจโค่นสวนยางพารากว่า 40 ไร่เพื่อปลูกทุเรียน 4 สายพันธุ์...