Google search engine
หน้าแรกรายงานพิเศษสืบจาก 161 ตู้ “หมูเถื่อน” สู่การยึดทรัพย์ : อวสานหมูเถื่อน

สืบจาก 161 ตู้ “หมูเถื่อน” สู่การยึดทรัพย์ : อวสานหมูเถื่อน

-

กว่า 5 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2566 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ (DSI) รับคดี “หมูเถื่อน” จากกรมศุลกากร มาดำเนินการสืบสวน-สอบสวนเชิงลึกเพื่อหาตัวผู้กระทำผิด จากหลักฐานเอกสารนำเข้าที่ได้รับจากกรมศุลกากร นำไปสู่การเปิดตู้สินค้าตกค้างหน้าท่าเรือแหลมฉบังของ 11 สายเรือ จำนวน 161 ตู้ ที่เก็บหมูเถื่อนพักรอการผ่านพิธีศุลกากร ก่อนออกนำไปจำหน่ายทั่วประเทศไทยตามคำสั่งซื้อของกลุ่มทุนไทยผู้เป็นเจ้าของสินค้า

DSI สอบสวนเชิงลึกและขยายผลย้อนไปจนถึงมกราคม 2564 – กรกฎาคม 2566 พบหลักฐานที่เป็นประโยชน์ต่อการนำสืบคดีไปจนถึงต้นตออีกมาก คือ หมูเถื่อนมีการลักลอบนำเข้าโดย 18 สายเรือ (บริษัท) รวมทั้งสิ้น 2,385 ตู้ ปริมาณหมูเถื่อน 76,000 ตัน ในจำนวนนี้ 1,685 ตู้ น้ำหนัก 42,000 ตัน ถูกกระจายไปทั่วประเทศแล้ว

จากหลักฐานสำคัญที่พบกรณีหมูเถื่อน 161 ตู้ DSI ออกหมายจับผู้ต้องหาบุคคลแล้ว 12 หมาย จาก 8 บริษัท จับได้แล้ว 9 คน และจะทยอยออกหมายจับเพิ่มจนครบในเร็วๆ นี้ โดยผู้ต้องหา 2 รายล่าสุด ขอเข้ามอบตัวหลังหลบหนีออกนอกประเทศ และยังมีขอมอบตัวเพิ่มอีก 1 ราย หลังนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน สั่งการเด็ดขาดให้ DSI จับกุมตัวการใหญ่ให้ได้ภายใน 1 สัปดาห์ โดยไม่ละเว้นผู้มีอิทธิพล นายทุน นักการเมือง หรือ ข้าราชการ ให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุดและดำเนินการยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดิน

ทั้งนี้ DSI ยังได้ทำงานร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ตลอดจนทั้งยึดและอายัดทรัพย์ของกลุ่มบริษัทนำเข้าและกลุ่มนายทุน จากคดีหมูเถื่อน 161 ตู้ ที่ถูกจับกุมตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 ที่มีทั้งที่ดิน รถยนต์ เงินฝากในบัญชีธนาคาร มูลค่ารวม 53 ล้านบาท

ในส่วนของการสอบสวนข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมศุลกากร กรมปศุสัตว์ กรมประมง พบว่ามีการละเลยการตรวจสอบและตรวจปล่อยสินค้าตามกฎระเบียบและเอื้อประโยชน์ให้มิจฉาชีพนำเข้าหมูเถื่อนเข้ามา ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและทำลายอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของประเทศ โดยเฉพาะการเข้าแทรกแซงตลาดและทุ่มตลาดเนื่องจากมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าหมูของไทย ส่งผลให้ผู้เลี้ยงหมูไทยต้องประสบปัญหาขาดทุนสะสมต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน โดยนายกฯ เศรษฐา ได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณามาตรการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม เพื่อฟื้นฟูเกษตรกรโดยเฉพาะผู้เลี้ยงหมูรายย่อยให้กลับมาแข่งขันตามกลไกตลาดได้

ก่อนหน้านี้ คดีหมูเถื่อนมีการพาดพิงนักการเมืองชื่อย่อ ป, ผ, ช, ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรี อยู่เบื้องหลังการนำเข้าและการค้าหมูเถื่อน ซึ่งจนถึงวันนี้ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อจริงให้สังคมรับทราบ จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของ DSI ที่ต้องตีแผ่ให้ชัดเจนเอาคนผิดมาลงโทษตามกฎหมาย สร้างความโปรงใสในการดำเนินคดีและกรบวนการยุติธรรมของไทย

มากกว่า 1 ปี ที่ “หมูเถื่อน” เดินทางมาไกล และวันนี้เข้าใกล้จุดอวสาน ผู้บงการถูกจับกุมและถูกเปิดเผยโฉมหน้าให้สังคมได้รับรู้ถึงคนที่กล้าหาญทำร้ายประเทศไทย ทำร้ายเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ทำร้ายผู้บริโภคคนไทย ซึ่งมูลค่าความเสียหายประเมินกันคร่าวๆ วันนี้ ประมาณ 70,000 ล้านบาท แต่ความเสียหายกับสุขภาพของคนไทยจากหมูเถื่อนที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ โดยเฉพาะสารปนเปื้อน สารตกค้าง โรคระบาด ที่อาจติดมากับเนื้อหมูเหล่านี้ สารเร่งเนื้อแดง ที่ประเทศต้นทางอย่างบราซิล เม็กซิโก และประเทศทางตะวันตก ที่ยังอนุญาตให้ใช้ได้ ล้วนเป็นภัยร้ายที่กัดกร่อนคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยและเศรษฐกิจของไทย ที่ต้องเร่งกวาดล้างให้ถึง “จุดจบ” เร็วที่สุด./

โดย…อัปสร พรสวรรค์ นักวิชาการอิสระ

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

จากอดีตข้าราชการป่าไม้ โค่นสวนยาง 40 ไร่ ปลูกทุเรียนกว่า 1,200 ต้น ริมเทือกเขาบรรทัด

จากอดีตข้าราชการป่าไม้ "นายสนิท องศารา" หรือ "ลุงหนิด" วัย 65 ปี ตัดสินใจโค่นสวนยางพารากว่า 40 ไร่สู่เจ้าของสวนทุเรียนขนาดใหญ่ในพื้นที่ ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง "ลุงหนิด" วัย 65 ปี บอกว่า  หลังเกษียณอายุราชการ ตัดสินใจโค่นสวนยางพารากว่า 40 ไร่เพื่อปลูกทุเรียน 4 สายพันธุ์...