Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดปฏิรูปกฎหมาย ปลดล็อกข้อจำกัดส่งออกสินค้าเกษตร

ปฏิรูปกฎหมาย ปลดล็อกข้อจำกัดส่งออกสินค้าเกษตร

-

นายรพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า  วันที่ 6 มกราคม 2568 คณะกรรมการพิจารณาทบทวนระเบียบและกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตร ได้จัดประชุม ณ ห้องประชุมกรมวิชาการเกษตร โดยมี นายชวลิต ชูขจร ประธานกรรมการพิจารณาทบทวนระเบียบฯ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ สมาคมผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม  ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาภาคการเกษตรไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อขจัดข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าเกษตร ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การปรับลดชนิดพืชที่ต้องตรวจสอบสารพิษตกค้างจาก 15 ชนิด เหลือเพียง 6 ชนิด เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของประเทศผู้นำเข้า มาตรการนี้ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความคล่องตัว และสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำเข้าปลายทาง โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป นอร์เวย์ และสมาพันธรัฐสวิส

ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินงานเชิงรุกอย่างใกล้ชิดกับสมาคมผู้ประกอบการ เพื่อแก้ไขระเบียบที่ล้าสมัย อาทิ การปรับปรุงการออกใบรับรองสุขอนามัยพืช (Phyto Certificate) และการปลดล็อกมาตรการควบคุมพิเศษ (EL) สำหรับพืชบางชนิด เช่น คะน้า ถั่วฝักยาว และกวางตุ้ง ซึ่งช่วยลดภาระผู้ส่งออก สนับสนุนการผลิตพืชคุณภาพ และเพิ่มความมั่นใจแก่ผู้นำเข้าปลายทาง ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทเชิงรุกของกรมวิชาการเกษตรในการสนับสนุนภาคการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม โดยการประชุมครั้งนี้ยังพิจารณาครอบคลุมแนวทางการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาคปศุสัตว์และประมง ซึ่งต้องเผชิญกับข้อกำหนดระหว่างประเทศ เช่น มาตรฐานสุขอนามัย ความปลอดภัยอาหาร กฎระเบียบ EU Deforestation Regulation (EU DR) รวมถึงประเด็นด้าน ความเป็นกลางทางคาร์บอนและคาร์บอนเครดิต ซึ่งกำลังเป็นข้อกำหนดสำคัญที่ประเทศคู่ค้าเริ่มนำมาใช้และอาจกลายเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้าในอนาคต ภาครัฐและเอกชนจึงต้องร่วมกันเร่งหามาตรการรับมืออย่างเป็นระบบ

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการฯ  กล่าวว่า “การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เช่น อุปสรรคในการส่งออกหรือข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนเครดิตที่อาจเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้าในอนาคต แต่ยังเน้นการวางรากฐานด้านกฎหมายที่สนับสนุนการพัฒนาภาคการเกษตรในระยะยาว อาทิ การส่งเสริมและยกระดับบริการภาคการเกษตร  และการผลักดันกฎหมายใหม่ ๆ ที่ตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมการเกษตรยุคใหม่ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนและสมดุลในตลาดโลก”

ทางด้านนางสาววิภาวลี วัจนาภิญโญ นายกสมาคมผู้ประกอบการพืชผักผลไม้ไทย ได้กล่าวแสดงความชื่นชมถึงการปรับแก้กฎระเบียบครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก ลดการหยุดชะงักทางการค้า และป้องกันการสูญเสียตลาดให้แก่คู่แข่ง  และสมาคมฯ ขอขอบคุณกรมวิชาการเกษตรที่แสดงถึงความมุ่งมั่นและความสามารถในการสนับสนุนภาคการเกษตรไทยในทุกมิติ

ทั้งนี้ ภายหลังจากการประชุมในครั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการฯ จะร่วมมือกับหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรฯ ได้แก่  กรมวิชาการเกษตร สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)  กรมปศุสัตว์ กรมประมง และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เพื่อดำเนินการศึกษา วิจัย และพัฒนามาตรการที่เหมาะสมสำหรับทุกภาคส่วนของการเกษตร  โดยรายงานข้อสรุปจากการประชุมครั้งนี้จะถูกนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อผลักดันแนวทางดังกล่าวให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม  ที่สำคัญการประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดในภาคการเกษตร สร้างความมั่นใจในตลาดโลก และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยอย่างยั่งยืน

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

จากความทรงจำวัยเด็ก…”จ่าเชฐ “สู่เจ้าสัวสวนทุเรียนมูซังคิง-หนมดำ” แห่งเมืองตรัง

แรงบันดาลใจมาจากวัยเด็กที่ทุเรียนเป็นของหายากในครอบครัว แม่ต้องนำมาทำเป็นข้าวเหนียวทุเรียนแบ่งให้พี่น้องรับประทาน จึงตั้งใจปลูกทุเรียนเป็นอาชีพเสริมควบคู่กับงานประจำ ทำให้ความฝันของ ร.ต.ต.ชัฏฐานนท์ ทองขาว อายุ 55 ปี เจ้าเจ้าที่ตำรวจ สภ.ย่านตาขาว จ.ตรัง เดินตามรอยที่ตั้งใจไว้ จากนั้น “จ่าเชฐ” พร้อมด้วยภรรยา จึงเปิดสวนทุเรียน หมู่ 7 ต.โคกสะบ้า อ.นาโยง บนพื้นที่ 5 ไร่ ปลูกทุเรียนสายพันธุ์มูซังคิงและหนามดำ...