การลดก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมเกษตร (Carbon Credit) เป็นแนวทางที่ประชาคมโลกกำลังให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นแนวทางที่มีศักยภาพเชิงต้นทุน เมื่อเทียบกับการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคกิจกรรม อื่น ๆ และยังมีแนวโน้มที่จะแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาวได้อีกด้วย รวมทั้งเกษตรกรยังสามารถนำไปสร้างรายได้ ส่งเสริมให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
Carbon Credit ขุมทรัพย์ในอนาคตอันรุ่งเรือง
ขณะนี้ประเทศไทยเรามีโครงการที่ใกล้เคียงกับแนวคิดข้างต้น นั่นคือโครงการก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์กรมหาชน) หรือ อบก. ตั้งแต่ปี 2557 โดยเป็นกลไกคาร์บอนเครดิตในรูปแบบสมัครใจเพื่อสร้างแรงจูงใจในการลดก๊าซเรือนกระจก
โดย อบก. จะประเมินและรับรองคาร์บอนเครดิตจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดหรือกักเก็บได้จากการดำเนินงานภายใต้โครงการ โครงการ T-VER นี้สามารถนำมาใช้ลดกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรได้ โดยลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนที่ก่อให้เกิดไนตรัสออกไซด์ ปรับเป็นการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักแทน รวมถึงปรับปรุงการจัดการน้ำ อาทิ ลดระยะเวลาน้ำขัง การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง เป็นต้น
แนวทางนี้อาจจะกลายเป็น “ขุมทรัพย์” แห่งใหม่ที่ทำให้เกษตรกรไทยสามารถสร้างรายได้เพื่อเก็บเกี่ยวดอกผลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยประเทศไทยนั้นมีความหลากหลายทางชีวภาพและเหมาะกับการทำเกษตรอย่างยั่งยืน หากภาคการเกษตรสนใจเข้าร่วมโครงการนี้จะต้องมีคุณสมบัติตามข้อกำหนด ได้แก่ มีพื้นที่ปลูกต้นไม้ประเภทไม้ยืนต้นตั้งแต่ 10 ไร่ขึ้นไป มีเอกสารสิทธิ์หรือได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
นอจากนั้น ยังต้องมีความรู้ในการประเมินการกักเก็บคาร์บอนและการจัดทำเอกสาร และมีงบประมาณในการว่าจ้างผู้ประเมินภายนอกมาสอบทานข้อมูลก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม แม้ในปัจจุบันมีโครงการที่ขึ้นทะเบียน T-VER แล้วทั้งหมด 350 โครงการ แต่มีโครงการด้านการเกษตรอยู่เพียง 4 โครงการ โดยคาดว่าทั้ง 4 โครงการนี้จะสามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้รวมประมาณ 89,408 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี จึงถือว่ายังเป็นเรื่องใหม่มากๆ สำหรับภาคเกษตรไทย
SWOT คาร์บอนเครดิตกับอุตสาหกรรมเกษตรไทย
เมื่อนำเอากระบวนการ SWOT เข้ามาจับกับการนำ Carbon Credit มาจัดการกับอุตสาหกรรมเกษตรของไทย จะพบเห็นถึง สถานะต่างๆที่จะเห็นถึงความคงอยู่ของกระบวนการนี้ว่า สมควรจะส่งเสริมให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังในบ้านเรา
โดยในแง่ของ จุดแข็ง (Strengths) นั้น พบว่า ทางด้านโอกาสในการสร้างรายได้เสริมนั้น เกษตรกรสามารถขายคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การปลูกป่า การทำเกษตรอินทรีย์ การจัดการดินอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และกระจายความเสี่ยงทางการเงิน เกษตรกรที่เข้าร่วมระบบ Carbon Credit จะได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและความรู้เกี่ยวกับการเกษตรยั่งยืน ช่วยให้พัฒนาทักษะและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ขณะที่ ระบบ Carbon Credit กระตุ้นให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการผลิต towards วิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และการเผาไหม้ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางการเกษตร ส่วนเสริมที่สำคัญยิ่งคือ เกษตรกรที่เข้าร่วมระบบ Carbon Credit จะได้รับการยกย่องว่าเป็น “เกษตรกรคาร์บอนต่ำ” ซึ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อทั้งตัวเกษตรกร ผลิตภัณฑ์ และแบรนด์
ในส่วนของ จุดอ่อน (Weaknesses) นั้น จะพบว่าการเข้าร่วมระบบ Carbon Credit อาจต้องมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นค่อนข้างสูง เกษตรกรซึ่งเป็ฯรายเล็กอาจเข้าถึงได้ยาก ขณะที่กระบวนการวัดและตรวจสอบการปล่อยก๊าซคาร์บอนในภาคเกษตรมีความซับซ้อน ต้องอาศัยความรู้และเทคโนโลยีเฉพาะทาง สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากก็คือ ราคาคาร์บอนเครดิตอาจมีความผันผวน เกษตรกรอาจได้รับผลกระทบจากราคาที่ตกต่ำ นอกจากนั้นแล้ว ความไม่แน่นอนทางกฎหมาย ก็เป็นจุดเสี่ยงอีกจุดหนึ่ง เนื่องจากกรอบกฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับระบบ Carbon Credit ยังอยู่ในช่วงพัฒนา อาจมีการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร
ความสำคัญอีก้านหนึ่งนั้นคือ โอกาส (Opportunities) พบว่าตลาดคาร์บอนมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรมีโอกาสเข้าถึงตลาดใหม่และลูกค้าใหม่ ภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนระบบ Carbon Credit ภาคเกษตร เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและความช่วยเหลือต่างๆเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยวัดและตรวจสอบการปล่อยก๊าซคาร์บอนในภาคเกษตรมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ขณะที่การสร้างเครือข่าย เกษตรกรที่เข้าร่วมระบบ Carbon Credit สามารถสร้างเครือข่ายและแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และทรัพยากรซึ่งกันและกัน
สำคัญที่สุดอีกด้านหนึ่งคือ อุปสรรค (Threats) เกษตรกรอาจเผชิญกับการแข่งขันจากภาคอื่นๆ ในการเข้าถึงตลาดคาร์บอน ด้วย มาตรฐานสำหรับการวัดและตรวจสอบการปล่อยก๊าซคาร์บอนอาจมีความเข้มงวด เกษตรกรอาจต้องปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน นอกจากนั้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกร leading to ลดการดักจับคาร์บอนและส่งผลต่อรายได้จากคาร์บอนเครดิต สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ความไม่แน่นอนทางการเมือง: นโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับระบบ Carbon Credit เปลี่ยนแปลงได้ เกษตรกรอาจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยง
แนวทางเอาชนะความท้าทาย
ต่อไปนี้เป็นกลยุทธ์สำคัญที่เกษตรกรสามารถใช้เพื่อเอาชนะความท้าทายในการวัดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับโครงการเครดิตคาร์บอนอย่างแม่นยำ
1.เกษตรกรควรค้นหาผู้ให้บริการโครงการคาร์บอนที่เสนอความเชี่ยวชาญ เครื่องมือ และการสนับสนุนเพื่อเป็นแนวทางตลอดกระบวนการตรวจวัด ผู้ให้บริการเหล่านี้สามารถช่วยนำทางความซับซ้อนของการรวบรวมข้อมูล การติดตาม และการตรวจสอบ ช่วยลดภาระของเกษตรกรแต่ละราย
2.คำนึงถึงระเบียบวิธีและมาตรฐานการรับรองที่กำหนดไว้ ในส่วนนี้ การปฏิบัติตามมาตรฐานการรับรองที่เป็นที่ยอมรับซึ่งกำหนดโดยองค์กรต่างๆ เช่น Verra หรือ Climate Action Reserve เกษตรกรสามารถมั่นใจได้ว่าแนวทางการวัดผลของตนมีความแข็งแกร่ง และสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบและเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูลรอยเท้าคาร์บอน
3.ข้อสำคัญอีกแง่หนึ่ง คือการนำเทคโนโลยี ที่ราคาไม่แพงและใช้งานง่าย มาใช้ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสามารถปรับปรุงความแม่นยำ ของการวัดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมาก ซึ่งรวมถึงเครื่องมือสำหรับตรวจสอบระดับคาร์บอนในดิน การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และจุดข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง การใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสามารถช่วยเอาชนะข้อจำกัดในการรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง
4.ใช้การตรวจสอบและการเก็บบันทึกที่แข็งแกร่ง: การสร้างระบบที่ครอบคลุมสำหรับการตรวจสอบการปฏิบัติในฟาร์ม การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และกิจกรรมการกักเก็บคาร์บอนเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับการรวบรวมข้อมูลที่แม่นยำ เกษตรกรควรเก็บรักษาบันทึกโดยละเอียด เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติ ผลผลิต และข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อติดตามความคืบหน้าเมื่อเวลาผ่านไป และรับประกันความน่าเชื่อถือของข้อมูลรอยเท้าคาร์บอน
5.ขอความช่วยเหลือทางการเงินและทางเทคนิค: เกษตรกรสามารถสำรวจโครงการความช่วยเหลือทางการเงินและทางเทคนิคที่นำเสนอโดยหน่วยงานรัฐบาล องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร หรือผู้ให้บริการโครงการคาร์บอน เพื่อช่วยชดเชยต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการวัดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โปรแกรมเหล่านี้สามารถจัดหาเงินทุน การฝึกอบรม และทรัพยากรเพื่อสนับสนุนเกษตรกรในการนำแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนมาใช้และการนำกลยุทธ์การวัดผลที่มีประสิทธิภาพไปใช้
ย้อนความสำเร็จ Carbon Credit อุตสาหกรรมเกษตรไทย
ตัวอย่างความสำเร็จในการนำ Carbon Credit มาใช้กับอุตสาหกรรมเกษตรไทย มีหลายที่หลายแห่งด้วยดัน อาทิเช่น
- โครงการปลูกป่าเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน): ร่วมกับมูลนิธิปลูกป่าและรักษาป่า (มพร.) ปลูกป่าในพื้นที่กว่า 20,000 ไร่ บนพื้นที่เสื่อมโทรมและป่าชายเลน คิดเป็นการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี โครงการนี้ได้รับการรับรองมาตรฐาน Verified Carbon Standard (VCS) และ Gold Standard
- โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย: บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน): ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การดิน กรมส่งเสริมการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาและส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพในเกษตรกรรายย่อย ส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรได้ 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี โครงการนี้ได้รับการรับรองมาตรฐาน Gold Standard
- โครงการลดการเผาไหม้ตอซังข้าว: กรมส่งเสริมการเกษตร: ร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนและเกษตรกร รณรงค์และส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรแทนการเผาไหม้ตอซังข้าว ส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรได้ 5 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี
- โครงการปรับปรุงการจัดการฟาร์มโคเนื้อ บริษัท เครือสหพัฒน์ จำกัด: ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พัฒนาและส่งเสริมการจัดการฟาร์มโคเนื้อแบบยั่งยืน ส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากฟาร์มโคเนื้อได้ 2 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี โครงการนี้ได้รับการรับรองมาตรฐาน Gold Standard
- โครงการพัฒนาพลังงานชีวมวล: บริษัท พีทีจีเอ็ม จำกัด (มหาชน): ร่วมกับชุมชนท้องถิ่น พัฒนาและส่งเสริมการใช้พลังงานชีวมวลจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานได้ 1 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี
6.โครงการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่แบบปลอดกรง: บริษัท ซีพี อีคอมเมิร์ซ จำกัด ร่วมกับมูลนิธิพัฒนาเพื่อสังคม รณรงค์และส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนมาเลี้ยงไก่ไข่แบบปลอดกรง ส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากฟาร์มไก่ไข่ได้
7.โครงการพัฒนาการเกษตรแบบดั้งเดิม: มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน พัฒนาและส่งเสริมการเกษตรแบบดั้งเดิม เช่น การทำนาอินทรีย์ การปลูกพืชผสมผสาน ส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ
ที่กล่าวมา จะพบว่า ระบบ Carbon Credit มีศักยภาพที่จะสร้างโอกาสและประโยชน์มากมายให้กับอุตสาหกรรมการเกษตร เนื่องจากเกษตรกรเริ่มมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิตมากขึ้น รวมถึงภาคเกษตรมีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและกักเก็บคาร์บอนได้อย่างมาก คาดว่าจะมีการขยายตัวของตลาดคาร์บอนเครดิตในอนาคต โดยตัวเอกสำคัญคือรัฐบาลต้องมีนโยบายและแนวทางปฏิบัติอย่างจริงจังในการสนับสนุนการใช้คาร์บอนเครดิตในภาคเกษตร








