Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดตัดความช่วยเหลือจากรัฐ...บทลงโทษเกษตรกรที่ยังเผา

ตัดความช่วยเหลือจากรัฐ…บทลงโทษเกษตรกรที่ยังเผา

-

ฝุ่นพิษ PM2.5 ของไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกเป็นประจำทุกปี ล่าสุด เมื่อเร็วๆ นี้ จ.เชียงใหม่ ถึงขั้นติดอันดับเมืองที่มีค่าฝุ่นพิษ PM2.5 สูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก สะท้อนความรุนแรงที่รัฐบาลและทุกภาคส่วนต้องเร่งแก้ไขทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นควันพิษจากยานยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม การเผาขยะ การเผาวัสดุทางการเกษตร หรือแม้แต่ ไฟป่า และหมอกควันข้ามแดน

การขับเคลื่อนของรัฐในช่วงนี้ที่มีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส) เป็นโต้โผ ก็ดูมีความคืบหน้าไปมาก ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือในการผลักดัน พรบ.อากาศสะอาดของรัฐบาล การ “ปิดป่า” ห้ามมิให้บุคคลเข้าไปในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ การติดตามจุดความร้อน การปรับเปลี่ยนยุทธวิธีดับไฟป่า หรือแม้แต่ปรับปรุงระบบแจ้งเตือน และการป้องกันไม่ให้เกิดการเผา ฯลฯ

การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยป้องกันไม่ให้เกิดการเผาจากฝีมือมนุษย์นั้น ดูจะเป็นประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายพยายามหาแนวทางป้องปรามและปราบปราม ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศเพื่อความยั่งยืน ครั้งที่ 1/2567 ที่มี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส) นั่งหัวโต๊ะ มีแนวทางเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 หลายข้อ นอกจากการมุ่งบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ออกประกาศเขตห้ามเผาและเข้มงวดกับผู้ฝ่าฝืน-ผู้ลักลอบนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเผาแล้ว ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่ง นั่นก็คือการตัดสิทธิรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ กับเกษตรกรที่ไม่ให้ความร่วมมือปรับเปลี่ยนวิธีเผาไปใช้วิธีอื่น

นับเป็นความกล้าหาญของรัฐที่ระบุบทลงโทษผู้ที่เป็น “ต้นเหตุการเผา” ได้ดี เพียงแต่ยังไม่เห็นในรายละเอียดว่าสิทธิใดบ้างที่ ทส.จะสามารถตัดได้ เพื่อให้ผู้ลงมือเผาหาของป่า เผานาข้าว ไร่ข้าวโพด หรือ ไร่อ้อย ฯลฯ เกิดความตระหนักรู้และเกรงกลัวกฎหมาย การตัดสิทธิประกันราคา-การประกันพืชผลทางการเกษตรที่รัฐอุ้ม ก็น่าจะสร้างความกังวลได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าสามารถตัดสิทธิการช่วยเหลือจากรัฐในเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น บัตรคนจน บัตรทองรักษาทุกโรค หรือ เบี้ยผู้สูงอายุไปตลอดชีพ ก็น่าจะช่วยให้คนกลุ่มนี้ระมัดระวังการใช้ไม้ขีดไฟมากขึ้น (แต่จะไปสร้างปัญหาอื่นตามมาอีกหรือไม่คงต้องชั่งน้ำหนักกันให้ดี)

หากทุกคนยอมรับกฎหมายที่มีความเข้มแข็งและบทลงโทษรุนแรงได้ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเกิดเคสขึ้นมาแล้วมีคน ออกหน้าว่าเกินกว่าเหตุบ้าง สงสารคนจนบ้าง หรือแม้แต่จับแพะหรือเปล่า กระแสสังคมก็จะพากันลืมปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ไปชั่วขณะ และหันมาโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐแทน ซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเป็น เพราะเท่ากับทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์และไม่สามารถแก้ปัญหา “มือเผา” ได้ อย่างไรก็ตาม รัฐต้องเตรียมการให้รอบคอบ สื่อสารให้ทั่วถึง และเสนอทางออกในการเตรียมพื้นที่เพาะปลูกที่ไม่ต้องใช้วิธีเผาให้ชาวนาชาวไร่ด้วย เนื่องจากหลายพื้นที่มีข้อจำกัดที่ทำให้ต้องเลือกใช้ไม้ขีดไฟแก้ปัญหาเช่นกัน

ข้อมูลจาก GISTDA เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 พบจุดความร้อนในเมียนมา 8,650 จุด ขณะที่ไทยพบ 2,213 จุด ปัญหาหมอกควันข้ามแดนจึงเป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้เรื่องการจัดการในประเทศ แม้ภาคเอกชนรายใหญ่ของไทยที่รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้ใช้ “ระบบตรวจสอบย้อนกลับ” และไม่รับซื้อข้าวโพดรุกป่าหรือเผาตอซัง สำเร็จแล้ว 100% ในประเทศไทย จะนำระบบเดียวกันนี้ไปใช้ใน เมียนมา สปป.ลาว และเวียดนามเช่นกัน แต่ก็ช่วยลดการเผาลงไปได้เฉพาะในส่วนของแปลงข้าวโพดที่เขารับซื้อเท่านั้น ขณะที่จุด Hot Spot ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้านนั้นอยู่ในพื้นที่ป่าและนาข้าว จึงอาจไม่ได้ช่วยลดการเผาในประเด็นอื่นๆ ลงมากนัก จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเกิดความร่วมมือกันระหว่างรัฐต่อรัฐ เพื่อขยายผลการแก้ไขให้ครอบคลุมทุกกลุ่มปัญหาในระดับภูมิภาค ดังที่รัฐบาลไทยกำลังเจรจากับทุกประเทศอยู่ และทุกๆประเทศก็ล้วนตระหนักดีถึงความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะ“อากาศ”เป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนใช้หายใจร่วมกัน

โดย : วายุ นพดล

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

จากคนเคยลำบาก…สู่เจ้าของร้านใจบุญข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ 60 บาทอิ่มไม่อั้น

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่บีบรัดผู้คนในทุกระดับ ยังมีเรื่องราวเล็กๆ ที่สะท้อน “ความอิ่ม” ที่ยิ่งใหญ่กว่าความอิ่มท้อง ร้านข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ “เป็นต่อ” ตั้งอยู่ริมถนนดอนตูม–นครปฐม ในพื้นที่อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม อาจเป็นเพียงร้านอาหารธรรมดาในสายตาใครหลายคน แต่สำหรับลูกค้าจำนวนมาก ที่นี่คือ “ที่พึ่งของความหิว” ด้วยราคาเพียง 60 บาท ลูกค้าสามารถตักข้าวราดแกงได้ไม่อั้น ไม่จำกัดเวลา มีเมนูให้เลือกหลากหลาย ทั้งต้ม ผัด แกง ทอด น้ำพริก ผักสด รวมถึงก๋วยเตี๋ยวไก่และขนมหวาน สลับหมุนเวียนไม่ซ้ำในแต่ละวัน จนกลายเป็นร้านยอดนิยมในเวลาเพียง 1 เดือน ลูกค้าทั้งในพื้นที่...