หน้าแรกข่าวล่าสุดวิจัยมหิดลผุด ‘ชาใบอ่อนข้าวหอมมะลิ’ ปลุกรายได้เกษตรกรทุ่งกุลาร้องไห้

วิจัยมหิดลผุด ‘ชาใบอ่อนข้าวหอมมะลิ’ ปลุกรายได้เกษตรกรทุ่งกุลาร้องไห้

-

รัฐบาลชื่นชมความสำเร็จวิจัย “ชาใบอ่อนข้าวหอมมะลิ 105” ทุ่งกุลาร้องไห้ ชูโมเดลสร้างมูลค่าเพิ่มเกษตรไทย หนุนเกษตรกร 5 อำเภอในร้อยเอ็ดมีรายได้เสริมกระเป๋าตุง

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลชื่นชมการนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะการพัฒนา “ชาใบอ่อนข้าวหอมมะลิ 105” จากข้าวที่ปลูกในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นเครื่องดื่มทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่สนใจผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ซึ่งกำลังได้รับความสนใจผ่านการเผยแพร่บนโลกออนไลน์ สะท้อนโอกาสในการนำผลผลิตทางการเกษตรมาต่อยอดเป็นสินค้าใหม่

โครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA กับมหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกและผลิตชาใบข้าวจากใบอ่อนข้าวหอมมะลิ 105 เพื่อพัฒนาอาชีพในจังหวัดร้อยเอ็ด มุ่งเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร จากการจำหน่ายผลผลิตในรูปแบบเดิม สู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ตอบโจทย์ตลาดอาหารและเครื่องดื่ม

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ให้ความสำคัญกับการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมทางการเกษตรไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้เกษตรกร โดยเชื่อมองค์ความรู้จากนักวิจัยเข้ากับการผลิตในพื้นที่และความต้องการของตลาด

สำหรับงานวิจัยนี้ มีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภัทร์ ไชยกุล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย พัฒนาองค์ความรู้ครอบคลุมตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ ไปจนถึงกระบวนการแปรรูป เพื่อให้ใบอ่อนข้าวหอมมะลิ 105 สามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และจำหน่ายได้จริง

จุดเด่นอยู่ที่การสร้างมูลค่าจากต้นข้าวตั้งแต่ระยะใบอ่อน เพิ่มโอกาสหารายได้โดยไม่ต้องรอเฉพาะการเก็บเกี่ยวเมล็ดข้าว เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นใช้ระยะเวลาปลูกประมาณ 28 วัน และสามารถเก็บเกี่ยวใบอ่อนได้ถึง 3 ครั้งต่อรอบการผลิต ภายใต้การจัดการที่เหมาะสม ช่วยให้เกษตรกรมีผลผลิตสำหรับจำหน่ายในรอบที่สั้นลง และมีทางเลือกสร้างรายได้เสริมควบคู่กับการทำนาแบบเดิม

ปัจจุบัน โครงการนำร่องในจังหวัดร้อยเอ็ดมีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 350 ราย ครอบคลุม 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอสุวรรณภูมิ อำเภอปทุมรัตต์ อำเภอโพนทราย และอำเภอหนองฮี โดยถ่ายทอดความรู้ตั้งแต่การจัดการแปลงปลูก การดูแลคุณภาพใบอ่อน การแปรรูป ตลอดจนการพัฒนาตลาดรองรับผลิตภัณฑ์

ข้อมูลจากโครงการระบุว่า ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นกว่า 80% ขณะที่การต่อยอดเชิงพาณิชย์สามารถเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรประมาณ 1,500–2,000 บาทต่อไร่ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับรูปแบบการผลิต การจัดการ และตลาดรองรับของแต่ละพื้นที่

นอกจากการผลิตเป็นใบชาแล้ว ใบอ่อนข้าวหอมมะลิ 105 ยังสามารถแปรรูปเป็นผง เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนผสมในอาหารและเครื่องดื่มได้หลากหลาย ทั้งชา ลาเต้ สมูทตี้ และเบเกอรี่ เปิดโอกาสให้ร้านกาแฟ ผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร และอุตสาหกรรมแปรรูป นำวัตถุดิบจากข้าวไทยไปสร้างสรรค์เมนูและผลิตภัณฑ์ใหม่ เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค พร้อมขยายช่องทางการตลาดให้เกษตรกร

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้เป็นตัวอย่างของการนำงานวิจัยมาตอบโจทย์เศรษฐกิจจริง จากเดิมที่เกษตรกรมีรายได้หลักจากเมล็ดข้าว ไปสู่การใช้ประโยชน์จากส่วนอื่นของต้นข้าว เชื่อมโยงนักวิจัย เกษตรกร และผู้ประกอบการเข้าด้วยกัน ช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างความหลากหลายให้สินค้าเกษตรไทย สามารถแข่งขันด้วยคุณค่าและนวัตกรรมได้มากขึ้น

การพัฒนา “ชาใบอ่อนข้าวหอมมะลิ 105” จึงเป็นอีกก้าวของการเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบท้องถิ่น จากผืนนาสู่ตลาดอาหารและเครื่องดื่มแปรรูปมูลค่าสูง พร้อมเปิดทางให้เกษตรกรมีแหล่งรายได้หลากหลายขึ้น และต่อยอดคุณค่าของข้าวไทยได้ตั้งแต่ใบอ่อนจนถึงเมล็ด

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

“บุนยามีน มีเต๊ะ”เกษตรกรต้นแบบเลี้ยง “ผึ้งชันโรง”สร้างรายได้-เพิ่มมูลค่าทรัพยากรท้องถิ่นสุไหงโก-ลก

บุนยามีน มีเต๊ะ เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งชันโรงในหมู่ที่ 2 ตำบลปูโยะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เริ่มเลี้ยงผึ้งชันโรงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 จากความสนใจส่วนตัวและความต้องการสร้างรายได้เสริมให้ครอบครัว ต่อมาได้พัฒนาการเลี้ยงให้เป็นกิจกรรมที่มีโอกาสต่อยอดสู่การสร้างรายได้และกระจายผลประโยชน์ในชุมชน ปัจจุบันฟาร์มมีผึ้งชันโรงมากกว่า 100 รัง เลี้ยง 2 สายพันธุ์ ได้แก่ อิตาม่าและโทราซิก้า ซึ่งผู้เลี้ยงเห็นว่าเหมาะกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ โดยทั่วไปสามารถเก็บผลผลิตได้เดือนละ 1 ครั้ง ปริมาณประมาณ...