หน้าแรกข่าวล่าสุด"สุริยะ" เตรียมรับมือฝนตกหนักภาคใต้ สั่งกรมชลฯระดมเครื่องจักร-เครื่ิองมือ เร่งระบายน้ำเต็มที่

“สุริยะ” เตรียมรับมือฝนตกหนักภาคใต้ สั่งกรมชลฯระดมเครื่องจักร-เครื่ิองมือ เร่งระบายน้ำเต็มที่

-

“สุริยะ” รมว. เกษตร​และ​สหกรณ์​สั่งอธิบดีกรมชลประทานลงพื้นที่ภาคใต้ เตรียมพร้อมรับฝนตกหนักถึงหนักมากช่วงวันที่ 26–28 ตุลาคม ระดมเครื่องจักร–เครื่องมือ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ พร้อมเตรียมช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่การเกษตรที่อาจได้รับผลกระทบ

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม​ 2569- นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่ภาคใต้ติดตามสถานการณ์น้ำและวางแผนบริหารจัดการน้ำรับมือฝนตกหนัก ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ช่วงวันที่ 26–28 ตุลาคม 2569 ภาคใต้จะมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกประกาศเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง ครอบคลุม 14 จังหวัดภาคใต้ จึงกำชับให้ทุกหน่วยงานเตรียมระบบระบายน้ำ เครื่องจักร เครื่องมือ และกำลังเจ้าหน้าที่ให้พร้อมปฏิบัติงาน เพื่อเฝ้าระวังและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เสี่ยงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ทั้งพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและพื้นที่การเกษตร เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและเกษตรกรให้ได้มากที่สุด

ล่าสุด ได้รับรายงานจากอธิบดีกรมชลประทานที่เดินทาง​ไปจังหวัด​สงขลา​เพื่อ​ติดตามความพร้อมของคลองภูมินาถดำริ หรือคลอง​ ร.1 ในอำเภอหาดใหญ่​  ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการระบายน้ำจากพื้นที่หาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงออกสู่ทะเลสาบสงขลา โดยขณะนี้คลองมีความพร้อมใช้งาน สามารถรองรับการระบายน้ำได้ตามศักยภาพที่กำหนดไว้ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนงานซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างที่ยังไม่แล้วเสร็จ ได้กำชับให้เร่งดำเนินการ เพื่อรักษาประสิทธิภาพการระบายน้ำรองรับสถานการณ์ฝนตกหนัก

ขณะเดียวกัน ระดับน้ำในคลองอู่ตะเภา ซึ่งเป็นอีกเส้นทางสำคัญในการระบายน้ำของพื้นที่หาดใหญ่ ล่าสุดยังต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 4.7–6.7 เมตร และมีแนวโน้มลดลง โดยคลองมีความพร้อมใช้งาน แต่ยังต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักในพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งอาจทำให้ปริมาณน้ำไหลเข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงกำชับให้ติดตามสถานการณ์น้ำและความสามารถในการระบายน้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากจากภูเขา ซึ่งไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมดด้วยระบบชลประทาน ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานในพื้นที่ประสานจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์​ฝนและสถานการณ์​น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า และนำเครื่องจักรเครื่องมือ​เข้าช่วยเหลือทันทีหากเกิดสถานการณ์ เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ด้านนายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานวางแผน​บริหาร​จัดการ​และ​เตรียมความพร้อมระบบระบายน้ำในภาคใต้ล่วงหน้า​ โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและมีประวัติน้ำท่วมซ้ำซาก นอกจากการซ่อมแซมคลอง ร.1 แล้ว ยังเร่งขุดลอกคลองอู่ตะเภา คลองท่าช้าง–บางกล่ำ และคลองระบายน้ำสายต่างๆ เพื่อเปิดทางให้น้ำไหลได้สะดวก ลดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำจากพื้นที่ชุมชน โดยบริหารจัดการน้ำเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ ผ่านตัวเมืองหาดใหญ่ ไปจนถึงพื้นที่ปลายน้ำที่รับน้ำออกสู่ทะเลสาบสงขลา

สำหรับการเตรียมเครื่องจักรและเครื่องมือในพื้นที่จังหวัดสงขลา สำนักงานชลประทานที่ 16 เตรียมพร้อมไว้ 488 หน่วย และส่วนบริหารเครื่องจักรกลที่ 8 สำนักเครื่องจักรกล อีก 179 หน่วย รวม 667 หน่วย พร้อมสนับสนุนการระบายน้ำและช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยง โดยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความพร้อมของเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และประตูระบายน้ำให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา

ส่วนที่จังหวัดนครศรีธรรมราช กรมชลประทานขุดลอกคลอง กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำในคลองระบายน้ำทั้ง 5 สายที่ไหลผ่านเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชแล้วเสร็จ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดความเสี่ยงน้ำท่วมในเขตเมือง พร้อมจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และกำลังเจ้าหน้าที่ของสำนักงานชลประทานที่ 15 รวมถึงสะพานเบลีย์ 2 ชุด เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนหากเกิดสถานการณ์น้ำท่วม

นายวิทยากล่าวว่า แม้ระบบระบายน้ำในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญจะมีความพร้อม แต่ยังต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำที่เสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก กรมชลประทานจะบูรณาการ​กับหน่วยงาน​ต่าง​ๆ​ อย่างใกล้ชิด ทั้งการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และเตรียมเครื่องจักรเข้าช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ เพื่อลดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และพื้นที่การเกษตรให้ได้มากที่สุด

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...