หน้าแรกข่าวล่าสุดเปิดประกาศชดเชยสูงสุด 88,600 บาท สู่ความจริงอันโหดร้าย: เมื่อเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วม กทม. คนกรุงเข้าไม่ถึง

เปิดประกาศชดเชยสูงสุด 88,600 บาท สู่ความจริงอันโหดร้าย: เมื่อเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วม กทม. คนกรุงเข้าไม่ถึง

-

ช่วงวิกฤติน้ำท่วมกรุงเทพมหานครครั้งล่าสุด เสียงประกาศจากกรุงเทพมหานคร ดังกระหึ่มผ่านสื่อและแพลตฟอร์ม *Claim Bangkok* พร้อมตัวเลขสร้างความหวังว่า รัฐเตรียมทุ่มงบเยียวยาผู้ประสบภัยสูงสุดถึง 88,600 บาทต่อหลัง ตามกรอบระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 และหลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ทว่า เมื่อสถานการณ์จริงผ่านพ้นและความจริงปรากฏ ตัวเลขหลักหมื่นหลักแสนที่ถูกโฆษณาไว้กลับกลายเป็นเพียง “ภาพฝัน” เมื่อหลักเกณฑ์ทางกฎหมายและข้อบังคับส่วนกลางกลับไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของวิถีชีวิตคนเมือง

เมื่อเจาะลึกถึงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบราชการ จะพบว่าการพิจารณาเงินชดเชยค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยนั้น ถูกผูกติดอยู่กับ “ความเสียหายทางกายภาพของโครงสร้างตัวอาคาร” เป็นหลัก โดยกำหนดเพดานการช่วยเหลือตามความหนักเบาของความเสียหายของตัวบ้าน

แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของความตลกร้าย… “เมื่อสภาพบ้านเรือนและลักษณะความเป็นอยู่ของ “คนกรุงเทพฯ” กลับสวนทางกับเกณฑ์การประเมินของรัฐอย่างสิ้นเชิง”

บ้านก่ออิฐฉาบปูน ”น้ำท่วมมิดชั้นล่าง แต่ไร้รอยร้าว เท่ากับ ไม่ได้อะไรเลย”

ลักษณะที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ในกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นตึกแถว ทาวน์เฮ้าส์ หรือบ้านเดี่ยวส่วนใหญ่สร้างด้วยวิธีก่ออิฐฉาบปูน และ คอนกรีต มีโครงสร้างทางวิศวกรรมที่แข็งแรงทนทาน เมื่อเผชิญกับมวลน้ำที่เอ่อทะลักเข้าท่วมสูงถึงกว่า 2 เมตร หรือ ชั้นล่างทั้งชั้น เกินสัปดาห์ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ ตัวพื้น หรือผนัง ไม่ได้พังทลายลงมา อาจมีแค่ ประตูพัง หรือ กระเบื้องหลุดล่อนเท่าเท่านั้น

แต่ในทางปฏิบัติ ทรัพย์สินที่อยู่ใช้ชั้นล่างของบ้าน เกือบทั้งหมดเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่ ซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชิวิต ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ตู้ โต๊ะ เครื่องนอน รวมถึงระบบไฟฟ้า และอื่นๆ จมน้ำพังเสียหายยับเยินกลายเป็นขยะมูลค่าหลักแสนบาท
ทว่า เมื่อเจ้าหน้าที่และคณะกรรมการลงพื้นที่ตรวจสภาพตามระเบียบราชการ กลับพบว่าตัวบ้านที่สร้างจากบ้านก่ออิฐฉาบปูน และ คอนกรีต ยังตั้งอยู่ได้ จึงถูกตีตกและจัดให้อยู่ในกลุ่ม “ไม่เข้าเกณฑ์ความเสียหายต่อโครงสร้าง  ผลลัพธ์คือ สิทธิ์ที่ได้จากเงินเยียวยา เพียงหลักพันบาท เป็นค่าซ่อมประตูเป็นส่สนใหญ่ ไม่มีเงินชดเชยทรัพย์สินภายในบ้านที่เสียหายจริง

ช่องว่างของกฎหมายส่วนกลาง กับความจำนนของคนเมือง

ยิ่งไปกว่านั้น เงินช่วยเหลือค่าดำรงชีพเบื้องต้นตามเกณฑ์ปกติที่กำหนดไว้เพียงหลักพันบาทเศษ ยิ่งไม่สะท้อนค่าครองชีพและภาระหนี้สินที่แท้จริงของคนกรุง การที่ กทม. ต้องอิงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินตาม พ.ร.บ. และระเบียบส่วนกลางแบบเบ็ดเสร็จ ทำให้เกิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ เพราะกฎหมายเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อครอบคลุมภาพกว้างของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทที่บ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้หรือโครงสร้างที่พังง่ายจากกระแสน้ำ

แต่สำหรับกรุงเทพฯ การตอบสนองวิกฤตอุทกภัยในเขตเมือง Urban Flooding ปัญหาหลักไม่ใช่โครงสร้างบ้านพังถล่ม แต่คือความเสียหายยับเยินของทรัพย์สินภายในและการใช้ชีวิตที่หยุดชะงัก

กทม. ในฐานะ “เขตปกครองพิเศษ” ต้องมีนโยบายเยียวยาเฉพาะตัว

จากระเบียบบนหน้ากระดาษ และ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ผู้ประสบภัยจึงมองว่า กรุงเทพมหานคร ควรปล่อยนำข้อจำกัดทางระเบียบมาใช้อย่างยืดหยุ่น ซึ่งสามารถทำได้ ในสถานะ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ” กทม. มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการบริหารจัดการงบประมาณ การตราข้อบัญญัติท้องถิ่น หรือการใช้อำนาจของผู้บริหารในการออกประกาศระเบียบเฉพาะกิจเพื่อช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตได้

ดังนั้น กทม. จึงควรนำเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาเป็นกรณีเร่งด่วนที่สุด ออกแบบนโยบายเยียวยาเฉพาะตัวสำหรับคนเมือง โดยสร้างเกณฑ์ประเมินความเสียหายที่แยก “โครงสร้างตัวบ้าน” ออกจาก “ทรัพย์สิน”ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยาที่เหมาะสม

กทม. ต้องพิสูจน์ความสามารถในการบริหารจัดการภัยพิบัติที่เข้าใจบริบทของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้คำว่า “เยียวยา” เป็นเพียงอนุสรณ์แห่งความผิดหวังของประชาชนผู้จมน้ำหลังน้ำลดอีกต่อไป

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...