หน้าแรกข่าวล่าสุดปราจีนเข้มแข็งจี้ล้างบางอุตฯจังหวัดละเลยปล่อยรง.ลักลอบทิ้งน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะซ้ำซาก

ปราจีนเข้มแข็งจี้ล้างบางอุตฯจังหวัดละเลยปล่อยรง.ลักลอบทิ้งน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะซ้ำซาก

-

ปราจีนบุรี – ชาวบ้านต.บ่อทอง สุดทน! ร้องสื่อพบคราบน้ำเสียสีดำทะลักท่วมรอบบึงหนองขอน แหล่งน้ำทำประปาหมู่บ้าน ไหลลงแควพระปรง-แม่น้ำปราจีนฯ ซ้ำรอยเดิมตั้งแต่ปีใหม่ จวกหน่วยงานรัฐเกียร์ว่างปล่อยผ่าน EIA ได้อย่างไร ด้านแกนนำ “ปราจีนเข้มแข็ง” ซัดแรง อุตสาหกรรมจังหวัดเอาแต่ปิดกระดาษบังตาโรงงานพิษ เสนอปิดถาวรม.39 วรรค 3 พร้อมไล่ออกยกทีม ขณะที่รักษาราชการแทนผู้ว่าฯ ปราจีนฯ ไม่นิ่งนอนใจ สั่งระดมกำลังลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำตรวจเข้มทันที!

เมื่อวันที่ 23 ต.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า    กรณีดราม่ามลพิษในพื้นที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี หลังผญบ.บ้านนาใต้ โพสต์ภาพและข้อความผ่าน Facebook แฉคราบน้ำสีดำเน่าเสียโผล่ด้านหลังนิคมอุตสาหกรรมบ่อทอง ไหลทะลักลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะรอบบึงหนองขอน หมู่ 6 ต.บ่อทอง อ.กบินทร์บุรี ซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน แถมยังไหลต่อลงแควพระปรงและแม่น้ำปราจีนบุรี

โดยระบุว่าเหตุการณ์น้ำเสียและสัตว์น้ำตายหมู่อีกระลอกนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปีใหม่ 2569 จนถึงปัจจุบันก็ยังมีการแอบปล่อยน้ำเสียลงคลองสาธารณะเหมือนเดิม โดยไร้การเหลียวแลหรือแก้ไขจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนชาวบ้านตั้งคำถามว่าโรงงานเหล่านี้ผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มาได้อย่างไร

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณสระน้ำสาธารณะด้านหลังนิคมฯ บ่อทอง ผู้สื่อข่าวได้พบกับ นายสมพล (นามสมมุติ) ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า “ตนก็ไม่รู้แน่ชัดว่าโรงงานแอบปล่อยหรือไม่ แต่เวลาน้ำท่วม หญ้าตาย ข้าวเน่า น้ำเน่าเสียพวกนี้มันก็ทะลักลงสระน้ำสาธารณะแน่นอน ถ้าไม่ท่วมมันก็คงไม่ลง”

ด้าน นายสุนทร คมคาย แกนนำกลุ่มปราจีนเข้มแข็ง ได้เปิดเผยผ่านสายโทรศัพท์กับผู้สื่อข่าวอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อนว่า ทางกลุ่มขอเสนอให้ใช้มาตรา 39 (วรรค 3) ตาม พ.ร.บ.โรงงาน สั่งปิดโรงงานต้นเหตุถาวร เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นที่ราบลุ่ม เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก และเตือนมาโดยตลอดแต่ไม่มีใครฟัง จนวันนี้เกิดน้ำท่วมและคราบมลพิษชัดเจน รวมทั้งต้องมีการเยียวยาชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และติดตามตรวจสุขภาพระยะยาว ไม่ใช่ทำแค่ลูบหน้าป้ายจรวด นอกจากนี้ยังชี้ว่าโรงงานบางแห่งไม่มีใบอนุญาตสักอย่าง เจ้าของควรต้องติดคุกด้วยซ้ำ

นายสุนทร ยังได้ชนวนระเบิดชุดใหญ่ เสนอให้ “ย้ายอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรียกทีม” โดยระบุว่า “ปล่อยปละละเลยมาตลอด ปิดโรงงานก็ปิดแค่กระดาษบังตา ขอปิดปุ๊บโรงงานก็ดึงกระดาษออกตั้งแต่วันแรก ทำงานต่อคนงาน 5-6 ร้อยคน พอทีม Top Gun จะมาตรวจค่อยเอากระดาษมาติดใหม่ แจ้งโรงงานมลพิษไปตั้งหลายแห่งก็ไม่ยอมไปตรวจ แม้กระทั่งคราบน้ำมันสีรุ้งที่เขาไม้แก้ว แจ้งตั้งแต่วันที่ 16 รัฐมนตรีสั่งให้ไปตรวจวันที่ 19 ป่านนี้ก็ยังไม่ไปตรวจ มลพิษมันรอไม่ได้ หลักฐานมันจะหายหมด ทำแบบนี้เข้าข้างโรงงานหรือเปล่า?”  ตามที่นำเสนอรายละเอียดก่อนหน้านี้  นั้น

กลางดึกวันที่ 23 ต.ค. 69 พบความเคลื่อนไหวจากทางจังหวัดปราจีนบุรี เพจของ นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้โพสต์ภาพและผลการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงทันควัน โดยระบุว่า ได้มอบหมายให้ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด พร้อมด้วย ทสจ.ปราจีนบุรี, อุตสาหกรรมจังหวัด, อำเภอกบินทร์บุรี, อบต.บ่อทอง และผู้นำชุมชน ลงพื้นที่ตรวจบึงหนองขอนและประตูระบายน้ำคลองสนาบเมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ผ่านมา

เบื้องต้นจากการตรวจวัดคุณภาพน้ำ พบว่าบริเวณบึงหนองขอน น้ำมีลักษณะสีเหลืองใส ค่า pH และออกซิเจนละลายน้ำ (DO) ปกติ ส่วนบริเวณประตูระบายน้ำคลองสนาบ น้ำมีสีน้ำตาลอ่อน ค่า DO ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ขณะที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดได้เก็บตัวอย่างน้ำจากบ่อดินในเขตอุตสาหกรรมบ่อทอง ส่งตรวจห้องปฏิบัติการศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออกแล้ว ด้าน อบต.บ่อทอง ได้เตรียมออกคำสั่งให้เขตอุตสาหกรรมบ่อทองทำคันกั้นน้ำไม่ให้น้ำเสียไหลลงคลองสาธารณะเด็ดขาด ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอผลวิเคราะห์คุณภาพน้ำอย่างละเอียดจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สระบุรี) เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

###มานิตย์   สนับ-ข่าว/ทองสุข  สิงห์พิมพ์ – ภาพ  ปราจีนบุรี###

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...