หน้าแรกรอบรั้วภูธร"กรมศุลฯ" ตรวจพบตู้สินค้า ซ่อนท่อนซุง-งาช้าง 446ท่อน-ซากสัตว์ ท่าเรือแหลมฉบัง

“กรมศุลฯ” ตรวจพบตู้สินค้า ซ่อนท่อนซุง-งาช้าง 446ท่อน-ซากสัตว์ ท่าเรือแหลมฉบัง

-

กรมศุลกากรตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัย พบไม้ 32 ท่อนซุกซ่อนงาช้าง 446 ท่อน
พร้อมซากสัตว์ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง เตรียมดำเนินการขยายผลตามกฎหมาย

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรได้ตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัย ณ ท่าเรือแหลมฉบัง
จังหวัดชลบุรี และพบไม้จำนวน 32 ท่อน ซึ่งมีการซุกซ่อนงาช้างและซากสัตว์ไว้ภายใน โดยตรวจพบงาช้างจำนวน 446 ท่อน
พร้อมซากสัตว์ไม่ทราบชนิด จึงได้ดำเนินการเก็บรักษาของกลางไว้ และเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการ
ตามกฎหมาย

การตรวจสอบดังกล่าวสืบเนื่องจากกรมศุลกากรได้รับการประสานจาก สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม
แห่งสหประชาชาติ (UNODC) และ Wildlife Justice Commission (WJC) ขอให้ตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัย จำนวน 2 ตู้
คอนเทนเนอร์ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าผู้นำเข้าได้จัดทำใบขนสินค้าขาเข้า โดยสำแดงสินค้าเป็น
ไม้ท่อนแปรรูป จำนวน 568 ท่อน มีต้นทางจากประเทศแซมเบีย เจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่า
มีไม้จำนวน 32 ท่อน ถูกใช้เป็นที่ซุกซ่อนงาช้างและซากสัตว์ จากการตรวจสอบภายในไม้ที่ใช้ซุกซ่อน พบงาช้างรวม 446 ท่อน
และซากสัตว์ไม่ทราบชนิด

ภายหลังการตรวจพบของกลาง เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการสอบสวน
พร้อมประสานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อตรวจสอบและพิสูจน์อัตลักษณ์ของซากสัตว์ด้วยวิธีการตรวจสารพันธุกรรม (DNA) อีกครั้ง เพื่อยืนยันชนิดของซากสัตว์และใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
นายพันธ์ทองฯ กล่าวว่า “กรมศุลกากรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าต้องสงสัย และดำเนินการอย่าง
เต็มกำลังเพื่อป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสัตว์ป่าและซากสัตว์ผิดกฎหมาย รวมถึงประสานความร่วมมือกับ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้
ภายหลังการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว กรมศุลกากรจะดำเนินการแถลงผลการตรวจสอบ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง
ต่อไป

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...