Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดสวธ. รับนางงาม100ประเทศ เรียนรู้ "ชุดไทยพระราชนิยม-เสื้อพระราชทาน" บอกต่อสู่เวทีโลก

สวธ. รับนางงาม100ประเทศ เรียนรู้ “ชุดไทยพระราชนิยม-เสื้อพระราชทาน” บอกต่อสู่เวทีโลก

-

สวธ. เปิดบ้านต้อนรับ Miss Global และ Mister Global 2026 กว่า 100 ประเทศ เรียนรู้ “ชุดไทยพระราชนิยม–เสื้อพระราชทาน” ตามนโยบาย รมว.ซาบีดา ในการสร้างการรับรู้มรดกภูมิปัญญา ไปสู่การบอกเล่าเรื่องราวไทยในเวทีโลก

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ให้การต้อนรับคณะผู้เข้าประกวด Miss Global และ Mister Global 2026 จากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก  ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยในโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมเรียนรู้เรื่อง “ชุดไทยพระราชนิยมและเสื้อพระราชทาน” เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความประทับใจเกี่ยวกับอัตลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย

รมว. ซาบีดา อยากให้ทุกคนไม่เพียงเห็นว่าชุดไทยสวย แต่ได้รู้ว่าเบื้องหลังความสวยนั้นมีเรื่องราวและคุณค่าอะไรอยู่ และเมื่อทุกท่านเดินทางกลับประเทศ ก็หวังว่าจะนำเรื่องราวเหล่านี้ไปเล่าต่อให้เพื่อน ครอบครัว และผู้คนในประเทศของตนได้รู้จักประเทศไทยและวัฒนธรรมไทยมากขึ้น

นางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ร่วมต้อนรับคณะผู้เข้าประกวด พร้อมกล่าวว่า การต้อนรับผู้เข้าประกวดจากนานาประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการนำ “วัฒนธรรมไทย” ไปสื่อสารกับคนทั่วโลกผ่านประสบการณ์จริง เพราะชุดไทยไม่ได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกายที่มีความงดงาม แต่ยังสะท้อนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญา งานหัตถศิลป์ ความประณีต และอัตลักษณ์ความเป็นไทย

ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ คุณณชนก วงศ์ข้าหลวง ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ ในหัวข้อประวัติความเป็นมาของเครื่องแต่งกายไทย ตั้งแต่อดีตจนมาถึงกำเนิด “ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ” และ “เสื้อพระราชทาน 3 แบบ”

ในอดีตสตรีไทยยังไม่มี “เครื่องแต่งกายประจำชาติ” ที่เป็นสากลและเป็นทางการ โดยเฉพาะสำหรับสวมใส่ในพระราชกรณียกิจเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการในฐานะประมุขของชาติ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงริเริ่มศึกษาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ค้นคว้าข้อมูลและรูปแบบการแต่งกายของสตรีไทยในอดีตจากภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาและภาพถ่ายโบราณยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น พระองค์ทรงนำรูปแบบการแต่งการแบบไทยโบราณ มาประยุกต์กับเทคนิคการตัดเย็บสมัยใหม่ เกิดเป็น “ชุดไทยพระราชนิยม” ที่สวมใส่ได้ง่าย มีความสง่างาม สวมใส่สบาย เหมาะสมกับโอกาสและยุคสมัย

พระราชกรณียกิจและพระราชนิยมด้านการแต่งกายในครั้งนั้น ไม่เพียงสร้างเอกลักษณ์ให้แก่สตรีไทย แต่ยังส่งผลให้สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “สตรีที่แต่งกายดีที่สุดในโลก” ช่วงปี ค.ศ. 1960–1965

สำหรับบุรุษ เพื่อให้บุรุษไทยมีชุดประจำชาติที่เป็นทางการ สุภาพ และเหมาะสมกับสภาพอากาศ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร จึงได้พระราชทานชุดไทยสำหรับสุภาพบุรุษที่นิยมเรียกกันว่า “เสื้อพระราชทาน” เป็นเสื้อคอตั้ง แขนสั้นหรือแขนยาว ตัดเย็บด้วยผ้าไทย ช่วยให้สวมใส่สบาย เหมาะสมกับสภาพอากาศของประเทศไทย และสามารถใช้สวมใส่แทนชุดสากลแบบตะวันตกได้อย่างสง่างาม

การเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าประกวดจากกว่า 100 ประเทศได้เรียนรู้และสัมผัสเรื่องราวของชุดไทยในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมด้านวัฒนธรรม แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรมให้เกิดขึ้นจริงกับคนจากทั่วโลก และต่อยอดไปสู่การสื่อสารแบบปากต่อปากและผ่านเครือข่ายของผู้เข้าร่วม ซึ่งจะช่วยให้เรื่องราวของประเทศไทยเดินทางออกไปไกลกว่าพื้นที่จัดกิจกรรม

ผู้เข้าประกวดแต่ละคนยังสามารถทำหน้าที่เป็น “ผู้บอกเล่าเรื่องราวประเทศไทย” ผ่านประสบการณ์และความประทับใจที่ได้รับกลับไปยังประเทศของตนเอง ทำให้ชุดไทยและเรื่องราวทางวัฒนธรรมไทยสามารถเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ติดตามในหลากหลายประเทศได้อย่างเป็นธรรมชาติ

กรมส่งเสริมวัฒนธรรมมุ่งหวังให้กิจกรรมลักษณะนี้เป็นส่วนหนึ่งของการ “สื่อสารคุณค่าของวัฒนธรรมไทย” จากสิ่งที่คนทั่วโลกมองเห็นและชื่นชม ไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และนำไปสู่การสร้างโอกาสให้วัฒนธรรมไทยเป็นที่รู้จัก เกิดการแลกเปลี่ยน และต่อยอดเป็นพลังทางวัฒนธรรมในระดับนานาชาติต่อไป

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...