Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดวิกฤตผักแพงสะเทือนกระเป๋า! กำเงิน 1 พันซื้อได้ไม่กี่อย่าง พ่อค้าร้านตามสั่งกุมขมับแบกต้นทุนไม่ไหว

วิกฤตผักแพงสะเทือนกระเป๋า! กำเงิน 1 พันซื้อได้ไม่กี่อย่าง พ่อค้าร้านตามสั่งกุมขมับแบกต้นทุนไม่ไหว

-

คนขายเครียด คนซื้อบ่น! ต้นหอม–ผักชีแตะกิโลกรัมละ 120 บาท ถั่วฝักยาวเฉียดร้อย ผู้ประกอบการหวั่นต้นทุนพุ่งต่อ ขณะที่ประชาชนจี้รัฐดูแลค่าขนส่งและราคาสินค้าจริงจัง

บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยที่ “ตลาดร่วมใจ” ตลาดสดขนาดใหญ่ใจกลางเมืองพิษณุโลก พบว่า แม้บรรยากาศยามเช้าจะดูคึกคักไปด้วยประชาชนที่ออกมาซื้อหาวัตถุดิบ แต่ทว่าบรรดาพ่อค้าแม่ค้าและผู้บริโภคต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันถึงสถานการณ์ราคาสินค้าที่แพงมหาศาล โดยเฉพาะกลุ่มพืชผักสดที่ปรับราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยกิโลกรัมละ 10-15 บาท

จากการสำรวจราคาจำหน่ายล่าสุดพบว่า ผักคะน้าและกวางตุ้งราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 50-60 บาท และ 50 บาทตามลำดับ ขณะที่ต้นหอมและผักชีพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 120 บาท ด้านผักบุ้งจีนกิโลกรัมละ 35 บาท ผักกาดขาวกิโลกรัมละ 30 บาท ถั่วฝักยาวกิโลกรัมละ 90-95 บาท พริกขี้หนูจินดากิโลกรัมละ 90-110 บาท และมะเขือเทศกิโลกรัมละ 45 บาท ส่วนมะนาวขนาดเบอร์ 1-2 ลูกละ 7-9 บาท และเบอร์ 3-4 ลูกละ 5-6 บาท ในขณะที่เนื้อหมูราคายังทรงตัวอยู่ที่กิโลกรัมละ 120-150 บาท รวมถึงไข่ไก่เบอร์ 0 แผงละ 155 บาท และเบอร์ 4 แผงละ 125 บาท

นายวิชาญ กุนมล เจ้าของร้าน “น้าชวน 1998” อาหารตามสั่ง เปิดใจกับผู้สื่อข่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า ทุกวันนี้ตนต้องออกมารับหน้าที่จ่ายตลาดเองเพื่อนำวัตถุดิบไปทำอาหารขายให้ลูกค้า แต่ปรากฏว่าเงินสด 1,000 บาทในมือ กลับซื้อวัตถุดิบกลับมาได้เพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น

“ทั้งผัก ทั้งหมู ทั้งไข่ไก่ แม้แต่เครื่องปรุงตอนนี้ขึ้นราคาหมด อ้างกันว่าขึ้นตามราคาน้ำมัน ประกอบกับหลายพื้นที่เผชิญปัญหาน้ำท่วมทำให้ผลผลิตเสียหาย การขนส่งลำบาก และที่สำคัญใกล้ช่วงเทศกาลกินเจเข้ามาทุกที คนหันมาบริโภคผักกันมากขึ้น ผมเชื่อว่าราคาผักจะต้องพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องไปอีกแน่ๆ ตอนนี้เดือดร้อนกันถ้วนหน้า ทั้งคนขายและคนซื้อ” นายวิชาญกล่าวด้วยความกลัดกลุ้ม

ขณะเดียวกัน ประชาชนที่เดินทางมาจับจ่ายใช้สอยต่างสะท้อนเสียงเดียวกันว่า อยากให้ภาครัฐเร่งเข้ามาแก้ปัญหาให้ตรงจุด ช่วยดูแลเรื่องต้นทุนค่าขนส่งและควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างจริงจัง เพื่อให้กลไกราคาลดลงมาอยู่ในจุดที่เหมาะสม นอกจากนี้ ประชาชนหลายคนยังตั้งข้อสังเกตและสะท้อนความอัดอั้นว่า ตั้งแต่มีโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60-40” กลับยิ่งส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นกว่าเดิม แทนที่จะช่วยแบ่งเบาภาระ กลับกลเป็นการเพิ่มภาระให้ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพที่นับวันจะยิ่งสูงขึ้นจนแทบไม่ไหว

ข่าว/ภาพ : ชินวัฒน์ สิงหะ ผู้สื่อข่าวพิษณุโลก

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...