“ความมั่นคงทางด้านอาหาร” สัญญาณอันตราย สะเทือนข้าวสารบริโภค กระหนักห่วงโซ่อุทาน ภาคใต้ “ข้าว-นา” เลือดไหลไม่หยุด เป็นพื้นที่นาเป็นปาล์มน้ำมันยกแผง
นายประจวบ เกตุนิ่ม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ข้าวตำบลควนขนุน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง เปิดเผยว่า ในกลุ่มทำนาข้าวเล็บนกเกือบ 90 % เพื่อบริโภคและจำหน่าย โดยราคาข้าวสารที่ค้าส่ง ประมาณ 28 บาท / กก. ยังตามร้านค้าปลีกในพื้นที่ โดยราคาข้าวเล็บนกในฤดูนาปรังในปี 2568/2569 ราคาประมาณ 10,000 บาท / ตัน เมื่อนำมาแปรรูปเป็นข้าวสารก็จะสร้างมูลค่าเพิ่มปรับเป็น 28,000 บาท / ตัน
“แต่สำหรับการทำนาปี ฤดู 2569/2570 ตอนนี้พันธุ์ข้าวเล็บนกกลับขาดแคลน หรือที่มีก็ได้กลายพันธุ์เป็นข้าวแข็งจากที่เป็นข้าวนิ่ม จึงได้ไปยังศูนย์วิจัยข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ไม่มีเมล็ดพันธุ์ข้าวเล็บนก”

นายประจวบ กล่าวว่า พันธุ์เมล็ดข้าวเล็บนกที่มีจะประเภทกลายพันธุ์เพราะไม่ได้มีการพัฒนาปรับปรุงวิจัยเพิ่ม โดบปกติเมล็ดข้าวจะมีการปรับปรุงพัฒนาในรอบ 3 ปี แต่พันธุ์ข้าวเล็บนกไม่มีการพัฒนา ข้าวเล็บนกเป็นพันธุ์ข้าว จ.พัทลุง และ จ.นครศรีธรรมราช จึงเสนอว่าจะต้องมีการปรับปรุงพัฒนา
“ข้าวพันธุ์เล็บนก ส่วนหนี่งก็จะเป็นข้าวไก่ กลุ่มเลี้ยงไก่ชนจะให้ไก่บริโภค แต่ถึงอย่างไรคนก็บริโภคกันมากเช่นกัน”
นายประจวบ กล่าวถึงราคาข้าวฤดูนาปรัง 2568/2569 ที่ผ่านมายังทรงตัว 7,000 – 8,000 บาท / ตัน ราคาที่เหมาะสมให้ชาวนาข้าวพื้นเมืองอยู่ได้ให้อยู่ที่ เล็บนก 12,000 บาท สังข์หยด 15,000 – 18,000 บาท เฉี้ยง และเตี้ยแดง ตามลำดับ
“นาข้าวเต้นทุนการผลิตยังสูง ขณะที่ประเทศเวียดนามต้นทุนการผลิตข้าวต่ำ ผลผลิตมากกว่า 1 ตัน / ฤดู เพราะปุ๋ย และน้ำมีคุณภาพ ขณะที่ข้าวไทยไม่ถึง 1 ตัน เป็นส่วนใหญ่” นายประจวบ กล่าว

นายไพโรจน์ โรจนรัตน์ ประธานชมรมโรงสีข้าวจังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า ข้าวพื้นเมืองพันธ์เล็บนก เฉี้ยง เตี้ยแดง และข้าวสังข์หยด ทุกตัวต่างไปได้และราคาค่อนข้างไปได้ดี แต่ข้าวจะต่างกับข้าวเชิงพาณิชย์ กข.จะให้ผลผลิตที่เร็วและปริมาณมากถึง 700 – 800 กก. / ฤดู แต่ข้าวพื้นเมืองจะให้ผลผลิต 400 – 500 กก. / ฤดู และบางพันธุ์ผลิตได้ฤดูเดียว
ข้าวพื้นเมืองมีปริมาณลดลงทุกตัว โดยเฉพาะข้าวเฉี้ยงพัทลุงหายไปจากที่เคนซื้อ 1,500 ตัน ตอนนี้บางปีเหลือ 900 ตัน 1,300 ตัน / ปี ส่วนข้าวเตี้ยแดงหายไปถึง 80-90 % ส่วนข้าวสังข์หยดยังอยู่ในระดับปกติไม่ได้หายไม่มากที่เคยอยู่ ในภาพรวมประมาณ 7,000 -8,000 ตัน / ปี
“สำหรับราคาสังข์หยด ประมาณ 12,000 – 13,000 บาท / ตัน เล็บนก 10,500 บาท / ตัน ส่วน เฉี้ยง ราคา 10,500 – 11,000 บาท / ตัน”
นายไพโรจน์ กล่าวว่า การทำนาข้าว จะต้องมีการแนะแนวนำบอกเหตุผลต่อชาวนาที่จะทำนาในแต่ละฤดูนี้ว่าข้าวพันธุ์ไหนตลาดมีความต้องการ และพันธุ์ไหนที่กำลังจะล้นตลาด และพันธ์ไหนตลาดไม่ต้องการ ตลอดจนถึงแนวโน้มการตลาดและราคา และมีการเตรียมการป้องกันความเสี่ยง ตลอดจนมีวิธีการทำนาแล้วจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน
“ที่สำคัญจะต้องมีการพัฒนาสายพันธุ์ มีการอำนวยความสะดวก ไม่ใช่ชาวนาไปหาเมล็ดพันธุ์ข้าว แล้วไม่ตอบโจทก์ การทำนาต้องถามชานาและโรงสี และในการทำการค้าขายก็จะต้อถามแม่ค้าพ่อค้า จะได้ออกแบบรุกและรับป้องกันความเสี่ยง ไม่เฉพาะชาวนา โรงสีข้าวด้วย”
นายลิขิต เลขาพันธ์ นายกสมาคมโรงสีและชาวนาภาคใต้ เปิดเผยว่า ภาวะข้าวในภาคใต้ทั้งพันธุ์ กข. และข้าวพันธุ์พื้นเมือง ต่างทยอยลดทุกตัว และในเชิงพื้นที่ทำนาก็ลดลงทุกจังหวัดโดยเฉลี่ย 10 – 15 % / ปี จากเดิม ๆ กว่า 1 ล้านไร่ จนปัจจุบันเหลือประมาณ 200,000 กว่าไร่ที่ขึ้นทะเบียนทำนา / ปี จ.นครศรีธรรมราช จ.สงขลา และ จ.พัทลุง แหล่งทำนารายใหญ่ภาคใต้

“ปัจจัยหลัก ขาดมูลเหตุจูงใจ 1. เรื่องราคา 2. ต้นทุนการผลิต 3. สิ่งอำนวยความสะดวก เพราะอาชีพทำแล้วอยู่ไม่ได้ ขณะที่ราคาพืชเศรษฐกิจตัวอื่นราคาพอไปได้แต่ที่กินประจำวันค่อนข้างจะตกต่ำ”
ด้วยจำเป็นในการดำรงชีพเพื่อความอยู่รอดชาวนา จึงมีความจำเป็นเปลี่ยนที่นาไปทำสวนปาล์มน้ำมันกันมาก และหากชาวนาทยอยเลิกทำนากันมากและต่อเนื่อง สิ่งต้องพบจะเกิดกับห่วงโซ่อุปทานภาคใต้จะมีความรุนแรงกว่าชาวนามาก ตั้งแต่รถไถ รถเกี่ยว รถบรรทุก อุตสาหกรรมปุ๋ย เวชภัณฑ์ยาศัตรูพืช และโรงสี แรงงาน
“ทางออกเร่งด่วนรัฐบาลต้องเป็นเจ้าภาพสร้างหลักประกันให้กับชาวนา 1. คือลดต้นทุนการผลิตทั้งอเวชภัณฑ์ยาป้องกันศัตรูพืช วัชพืช ปุ๋ย และน้ำ ไม่ต้องสูบน้ำจากที่อื่น ๆ เข้านา โดยเรื่องน้ำเป็นอันดับแรก”
“เมื่อที่ทำนาเปลี่ยนไปเป็นสวนปาล์มน้ำมัน ที่จะกลับมาทำนาข้าวอีกก็จะทำไม่ได้ เพราะต้นทุนที่สูง ต่างกับภาคอีสาน ภาคเหนือนาข้าวไปทำมันสำปะหลัง ทำไร่อ้อยได้ ก็สามารถปรับมาทำนาข้าวได้และต้นทุนที่ต่ำ”
นายลิขิต กล่าวว่า ส่วนทางด้านราคาข้าวในฤดูนาปรังที่ผ่านมาค่อนข้างดี พันธุ์ กข. 9,000 บาท ถึงกว่า 10,000 บาท และหอมมะลิกว่า 10,000 บาท ถึง 17,000 บาท / ตัน ส่วนข้าวพื้นเมืองราคากว่า 10,000 บาท / ตัน สำหรับข้าวพื้นเมืองจะเป็นเฉพาะกลุ่ม แต่ในขณะที่ราคาข้าวดีในส่วนต้นทุนการผลิตก็สูงตาม.
“ทางภาคใต้ รัฐบาลต้องคิดถึงด้านความมั่นคงทางด้านอาหาร เพราะที่ทำนาได้ลดลงไปกว่า 1 ล้านไร่ที่จะส่งผลต่อการบริโภคอุตสาหกรรมอาหารที่ราคาสูงขึ้นเช่น ขนมจีน ข้าวยำ ขนม เส้นก๊วยเตี้ยว”
นายลิขิต กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องจูงใจไม่ให้ชาวนาทางภาคใต้ ทิ้งพื้นที่ทำนา โดยวางหลักประกันอย่างยั่งยืนโดยลดต้นทุนการผลิต 1. น้ำ 2.ปุ๋ย 3.ไถ แปรปรับปรุงพัฒนาดิน 4. เมล็ดพันธุ์ข้าว 5. น้ำมัน 6. แรงงาน ซึ่งขณะนี้ต้นทุนเพิ่มขึ้นถึง 20 %”
นายลิต กล่าวว่า ทุกปีชาวนาจะทิ้งที่ทำนาหันไปปลูกปาล์มน้ำมัน และปาล์มน้ำมันมีแนวโน้มในระยะ 5 ปีข้างหน้าจะมีความเสี่ยงเกิดขึ้นได้เพราะอินโดนีเซียเป็นประเทศขนาดใหญ่ปลูกปาล์มน้ำมันอันดับ 1 โลก มีความเหมาะสมทางสภาพพื้นที่ป่าภูเขาและภูมิอากาศฝน 8 แดด 4 ที่จะส่งผลชาวสวนปาล์มน้ำมันไทยได้
“เมื่อภาคใต้ทำเป็นสวนปาล์มน้ำมันแล้วจะปรับมาเป็นพื้นที่ทำนาอีกคงเป็นไปไม่ได้อีก การทิ้งพื้นที่ทำนาทุกปีจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางด้านอาหารภาคใต้ และห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะโรงสีข้าวมีมูลค่าถึง 3,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ก็ส่งผลโรงสีต้องปรับกลยุทธรับมือที่หนักมาก และอุตสาหกรรมอาหารขนมจีน และเส้นก๊วยเตี้ยว พร้อมแรงงานทั้งระบบ” กล่าว
นายทศพล ขวัญรอด เจ้าของโครงการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โคก หนอง นา อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า โครงการโคกหนองนา มีเนื้อที่ 6 ไร่ ได้ปลูกพืชสวนครัว และมี 1 ไร่ ทำนา
นอกนั้นยังได้มีการรวมกลุ่มชาวนา หันได้ทำนารวมเป็นการรวมกันทำ และยังได้ขยายผลไปยังพื้นที่ใกล้เคียงต่อ ที่สร้างภูมิคุ้มกันได้ทุกสถานการณืน้ำท่วมใหญ่ยาว และแล้งจัด และยังสามารถขายได้
“สำหรับการทำนาปัจจุบันต้นทุนสูงมากรวม 6 ขั้นตอนประมาณ 4,000 5,000 บาท / ฤดู หากทำ 2 ฤดูประมาณ 10,000 บาท หากทำ 3 ฤดูสำหรับพื้นที่มีน้ำพร้อม ต้นทุนจะประมาณถึง 15,000 บาท และต่อไร่จะต้องได้ข้าว 1 ตัน จึงไปได้ แต่หากข้าวไม่ได้ 1 ตัน จะขาดทุน แต่ทางภาคใต้ค่อนข้างจะยากมากที่จะได้ผลผลิต 1 ตัน ชาวนาจึงขาดทุน”
นายทศพล กล่าวว่า เหตุผลที่ชาวนาต้องทิ้งนา เพราะต้องขาดทุน ชาวนาต้องเอาตัวรอดโดยการทิ้งนาต้องหันไปปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อความอยุ่รอดเพราะปลูกข้าวอยู่ไม่รอด และรัฐบาลจะต้องเฝ้าระวังเมื่อชาวนาหันไปปลูกปาล์มน้ำมันอนาคตจะมีผลใด.








