Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุด‘นาข้าว’ ทำเงินทั้งเมือง! เจาะโมเดล ‘ฉือซ่าง’ พลิกผืนนาเป็นขุมทรัพย์ท่องเที่ยวไต้หวัน

‘นาข้าว’ ทำเงินทั้งเมือง! เจาะโมเดล ‘ฉือซ่าง’ พลิกผืนนาเป็นขุมทรัพย์ท่องเที่ยวไต้หวัน

-

ไทยมีนา ไต้หวันก็มีนา แต่ทำไม “ฉือซ่าง” ของไต้หวันถึงดึงนักท่องเที่ยวให้ยอมบินข้ามประเทศมาปั่นจักรยานกลางทุ่ง? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่พันธุ์ข้าว แต่อยู่ที่ “วิธีบริหารทั้งระบบ”

บนเส้นทาง ฮวาเหลียน–ฉือซ่าง–ไถตง ที่ทอดตัวผ่านหุบเขารอยแยกตะวันออก หรือ East Rift Valley ของไต้หวัน ภาพสองข้างทางไม่ได้เต็มไปด้วยตึกสูงหรือแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น หากเป็นภูเขาสูงที่โอบล้อมผืนนากว้างสุดสายตา ถนนสายเล็กพาดผ่านทุ่งสีเขียว และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว ทุกอย่างจะเปลี่ยนเป็นทะเลรวงข้าวสีทอง

ตรงกลางของภูมิประเทศนั้นคือ “ฉือซ่าง” (Chishang/池上) เมืองเล็กในมณฑลไถตงที่พิสูจน์ให้เห็นว่า “นาข้าว” ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงพื้นที่ผลิตอาหาร และเกษตรกรไม่จำเป็นต้องอยู่ปลายสุดของห่วงโซ่เศรษฐกิจเสมอไป

เพราะที่นี่สามารถยกระดับ ข้าว–ชาวนา–ระบบชลประทาน–โรงสี–ชุมชน–จักรยาน–ภูมิทัศน์ ให้กลายเป็นสินค้าเดียวกันภายใต้แนวคิดการใช้ชีวิตที่ใกล้เคียงกับ LOHAS – Lifestyles of Health and Sustainability หรือการใช้ชีวิตที่คำนึงถึงสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน

จนวันนี้ชื่อ “ฉือซ่าง” ไม่ได้หมายถึงแค่ข้าวชั้นดี แต่กลายเป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญของการท่องเที่ยวชนบทไต้หวัน

“ข้าวฉือซ่าง” ดังได้ ไม่ใช่เพราะโชคช่วย

ต้นทุนสำคัญของฉือซ่างคือภูมิศาสตร์

พื้นที่ตั้งอยู่ตอนบนของหุบเขาฮวาเหลียน–ไถตง มีระดับความสูงราว 260–300 เมตร พื้นที่โดยรอบถูกขนาบด้วยแนวเขา มีความแตกต่างของอุณหภูมิกลางวันและกลางคืน ประกอบกับแหล่งน้ำและสภาพพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกข้าว ที่สำคัญคือพื้นที่เกษตรไม่มีปัญหาน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมแบบพื้นที่เมืองอุตสาหกรรมหลายแห่ง

สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉือซ่างสร้างชื่อในฐานะแหล่งผลิตข้าวคุณภาพของไต้หวันมาอย่างยาวนาน

แต่ธรรมชาติดีอย่างเดียวไม่พอ

หัวใจสำคัญอยู่ที่คำว่า “จัดการ”

ฉือซ่างไม่ได้ปล่อยให้เกษตรกรแต่ละคนปลูกข้าวแล้วต่างคนต่างขาย แต่มีระบบสมาคมเกษตรกรฉือซ่าง หรือ Chishang Township Farmers’ Association เข้ามามีบทบาทตั้งแต่การส่งเสริมพันธุ์ การจัดการต้นกล้า วัสดุการเกษตร การควบคุมโรคและแมลง การกำหนดมาตรฐาน ไปจนถึงการรับซื้อ แปรรูป ตรวจสอบคุณภาพ สร้างแบรนด์ และเชื่อมการเกษตรเข้ากับการท่องเที่ยว

นี่คือจุดต่างสำคัญระหว่างคำว่า “ปลูกข้าว” กับ “บริหารอุตสาหกรรมข้าว”

จากไถนา–เพาะกล้า–ปักดำ ก่อนรอวันรวงข้าวเปลี่ยนเป็นสีทอง

วงจรการผลิตเริ่มจากการเตรียมแปลง ไถและปรับระดับดิน ก่อนนำน้ำเข้าสู่แปลง จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการเพาะต้นกล้าและย้ายกล้าลงแปลง ซึ่งปัจจุบันใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วยในหลายขั้นตอน ตั้งแต่เตรียมดิน ปักดำ ดูแล ไปจนถึงเก็บเกี่ยว

ระหว่างที่ต้นข้าวเติบโต เกษตรกรต้องควบคุมระดับน้ำ ใส่ปุ๋ย ตรวจโรคและแมลง รวมถึงรักษาคุณภาพของต้นข้าวตามมาตรฐานการผลิต

ฉือซ่างปลูกข้าวหลักปีละ 2 ฤดู โดยข้อมูลของสำนักงานเมืองฉือซ่างระบุว่า ข้าวฤดูแรกเก็บเกี่ยวประมาณกลางเดือนมิถุนายน ส่วนฤดูที่สองประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศแต่ละปี

เมื่อข้าวสุกเหลือง รถเกี่ยวจึงลงแปลง ก่อนนำผลผลิตเข้าสู่ระบบหลังการเก็บเกี่ยว ลดความชื้น ตรวจคุณภาพ กะเทาะเปลือก สี คัดแยก และบรรจุจำหน่าย

แต่ข้าวที่จะใช้ชื่อและสร้างมูลค่าในตลาดไม่ได้วัดกันเพียงว่า “ปลูกที่ฉือซ่าง”

ระบบรับซื้อของสมาคมเกษตรกรยังพิจารณาคุณภาพ เช่น น้ำหนัก ความสมบูรณ์ของเมล็ด คุณภาพการบริโภคและเมล็ดข้าวกล้อง ก่อนนำไปกำหนดระดับและราคารับซื้อ เป็นกลไกที่ทำให้เกษตรกรมีแรงจูงใจผลิต “ข้าวคุณภาพ” มากกว่าไล่ล่าเพียง “ปริมาณ”

น้ำทุกหยดมีคนจัดการ

อีกเบื้องหลังของทะเลนาสีเขียวคือ “ระบบน้ำ”

พื้นที่ฉือซ่างไม่ได้อาศัยเพียงการรอฝนตกจากฟ้า แต่มีโครงข่ายชลประทานกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรอย่างเป็นระบบ

ข้อมูลหน่วยงานชลประทานไต้หวันระบุว่า เฉพาะพื้นที่รับผิดชอบของสถานีฉือซ่าง มีระบบคลองหลายสาย เช่น Chishang Canal, Dapo Canal, Wanan Canal และ Wanchao Canal รวมพื้นที่ชลประทานประมาณ 1,264 เฮกตาร์ ขณะที่คลองสายหลักของ Chishang มีความยาวประมาณ 5.5 กิโลเมตร เชื่อมต่อคลองย่อยและทางส่งน้ำจำนวนมาก

น้ำจึงไม่ได้ถูกปล่อยเข้าสู่นาแบบไร้ทิศทาง แต่ถูกส่งผ่านคลองหลัก คลองสาขาและทางส่งน้ำเข้าสู่แปลงต่างๆ

โครงสร้างทางน้ำหลายจุดถูกทำเป็นคอนกรีตเพื่อให้แข็งแรง ควบคุมทิศทางน้ำ ลดการพังทลายและช่วยให้บริหารการส่งน้ำได้สะดวก ขณะที่ขอบแปลงและเส้นทางเกษตรบางบริเวณมีโครงสร้างถาวร แตกต่างจากภาพคันนาดินแบบดั้งเดิมที่คนไทยคุ้นตา

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเข้าใจว่านาฉือซ่างทุกผืนทำ “คันนาปูน” รอบแปลงทั้งหมด เพราะยังพบคันดินและรูปแบบผสมอยู่มาก จุดเด่นที่ชัดเจนกว่าคือการวางระบบคลองส่ง–ระบายน้ำและโครงสร้างชลประทานอย่างเป็นระเบียบ

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ระบบน้ำไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเพื่อเกษตรกรรม

พื้นที่อย่าง Chishang Water Conservancy Park ถูกพัฒนาให้เรื่อง “ชลประทาน” กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ มีพื้นที่พักผ่อน ทางเดินริมน้ำ และพื้นที่ศึกษาระบบนิเวศ เท่ากับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานที่เคยอยู่หลังฉาก ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ท่องเที่ยว

นาข้าวที่ห้าม “ความรก” เข้ามาทำลายภาพ

เสน่ห์อีกอย่างของฉือซ่างคือการรักษาภูมิทัศน์ชนบท

ถนนที่โด่งดังที่สุดคือ Brown Boulevard หรือ “ถนนป๋อหล่าง” ถนนสายเล็กกลางทุ่งนาที่แทบไม่มีเสาไฟฟ้ามาบดบังทัศนียภาพ สองข้างเปิดโล่งไปจนถึงแนวภูเขา

เดิมทีเป็นเพียงถนนเกษตรธรรมดา ก่อนถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายโฆษณากาแฟ Mr. Brown และยิ่งโด่งดังขึ้นอีกครั้งหลังสายการบิน EVA Air ใช้พื้นที่นี้ถ่ายโฆษณาที่มี ทาเคชิ คาเนชิโร จนต้นไม้หนึ่งกลายเป็นแลนด์มาร์ก “Takeshi Kaneshiro Tree” และนักท่องเที่ยวก็หลั่งไหลเข้าสู่ฉือซ่างมาถ่ายรูปกับต้นต้นไม้ต้นนี้

จากถนนเข้าสู่นา กลายเป็นถนนที่คนทั้งโลกอยากมาปั่นจักรยาน

นี่คือบทเรียนการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เพราะแทนที่จะสร้างเครื่องเล่นขนาดใหญ่ โรงแรมสูง หรือสิ่งปลูกสร้างแข่งกับธรรมชาติ ฉือซ่างกลับขายสิ่งที่มีอยู่แล้ว

ขายความโล่ง
ขายความเขียว
ขายสายลม
ขายกลิ่นข้าว
และขายความรู้สึกว่า ชีวิตสามารถเดินช้าลงได้

เมื่อ “ชาวนา” กลายเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

ฉือซ่างยังทำอีกเรื่องที่สำคัญ นั่นคือไม่แยก “การเกษตร” ออกจาก “การท่องเที่ยว”

เส้นทางจักรยานถูกวางให้ผ่านทุ่งนา คลองชลประทาน บึงต้าพัว และชุมชน นักท่องเที่ยวสามารถชมฤดูกาลของข้าว เข้าใจระบบน้ำ และสัมผัสวิถีเกษตรในพื้นที่จริง

ขณะเดียวกัน โรงสีไม่ได้ถูกซ่อนอยู่หลังโรงงาน

สมาคมเกษตรกรฉือซ่างนำโรงสีเดิมมาพัฒนาเป็น Golden Harvest Hall โรงงานแปรรูปข้าวเชิงท่องเที่ยว เปิดให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการผลิต การสีข้าว เครื่องมือเกษตรแบบโบราณ ไปจนถึงกิจกรรมอาหารจากข้าวและประสบการณ์เกษตร

นั่นหมายความว่า เงินจากนักท่องเที่ยวไม่ได้หยุดอยู่แค่ค่าห้องพัก

แต่วิ่งเข้าสู่ จักรยาน ร้านอาหาร ข้าวสาร ของฝาก ผลิตภัณฑ์แปรรูป กิจกรรมเรียนรู้ และเกษตรกรในพื้นที่

ข้าวหนึ่งเมล็ดจึงถูกขายได้มากกว่าหนึ่งครั้ง

ขายเป็นข้าวเปลือก
ขายเป็นข้าวสาร
ขายเป็นอาหาร
ขายเป็นของฝาก
ขายเป็นเรื่องราว
และสุดท้าย…ขายเป็น “ประสบการณ์”

แล้ว “นาข้าวไทย” ต่างจากฉือซ่างตรงไหน?

หากเปรียบเทียบกับประเทศไทย ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีพื้นที่นามากกว่า มีความหลากหลายของพันธุ์ข้าวสูง และมีข้าวระดับโลกอย่าง ข้าวหอมมะลิไทย ขณะที่ภูมิประเทศของไทยก็มีนาที่สวยไม่แพ้ไต้หวัน ตั้งแต่นาขั้นบันไดภาคเหนือ ทุ่งกุลาร้องไห้ ไปจนถึงทุ่งนาภาคกลางและอีสาน

กระบวนการพื้นฐานแทบไม่ต่างกันมากนัก — เตรียมดิน เพาะหรือหว่าน ปักดำหรือหว่าน ดูแลน้ำ ใส่ปุ๋ย เก็บเกี่ยว ตากหรือลดความชื้น ก่อนเข้าโรงสี

สิ่งที่ต่างอย่างเห็นได้ชัดในฉือซ่างจึงไม่ใช่เพียง “วิธีปลูกข้าว”

แต่คือ “วิธีบริหารข้าวทั้งระบบ”

นาของไทยจำนวนมากยังมีคันนาดิน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องปรับขนาดและรูปแปลงตามสภาพพื้นที่ การบริหารน้ำมีทั้งเขตชลประทานและพื้นที่นอกเขตชลประทานที่ต้องพึ่งฝนแตกต่างกันไปตามภูมิภาค

ขณะที่ฉือซ่างมีข้อได้เปรียบจากการเป็นพื้นที่ขนาดไม่ใหญ่มาก สามารถเชื่อมระบบน้ำ มาตรฐานการผลิต การรวมกลุ่มเกษตรกร โรงสี แบรนด์สินค้า และการท่องเที่ยวเข้าไว้ด้วยกันได้ค่อนข้างแน่น

จุดสำคัญจึงไม่ใช่คำถามว่า “ไต้หวันทำนาดีกว่าไทยหรือไม่”

แต่ควรถามว่า

ทำไมเขาจึงทำให้นาข้าวหนึ่งผืน สร้างรายได้มากกว่าการขายข้าวเพียงอย่างเดียวได้?

LOHAS — เมื่อความช้า กลายเป็นสินค้าราคาแพง

เส้นทาง ฮวาเหลียน–ฉือซ่าง–ไถตง จึงเหมาะอย่างยิ่งกับแนวคิด LOHAS

นักท่องเที่ยวออกจากเมืองใหญ่ เข้าสู่หุบเขา ปั่นจักรยานกลางทุ่ง กินอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่น เรียนรู้แหล่งกำเนิดอาหาร และใช้เวลาอยู่กับภูเขา น้ำ และผืนนา

East Rift Valley ถูกวางภาพเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวธรรมชาติและเกษตรกรรม โดยเส้นทางจากฮวาเหลียนลงสู่ไถตงสามารถเดินทางตามทางหลวงหมายเลข 9 ผ่านเมืองเกษตรสำคัญหลายแห่ง รวมถึงฉือซ่าง

ดังนั้น “นาข้าว” ที่คนบางประเทศอาจมองว่าเป็นภาพของความยากจน จึงถูกฉือซ่างพลิกความหมายใหม่ให้กลายเป็นภาพของ สุขภาพ ความสงบ คุณภาพชีวิต และความยั่งยืน

และนี่อาจเป็นสิ่งที่น่าคิดที่สุดสำหรับประเทศไทย

เราอาจไม่จำเป็นต้องสร้างแลนด์มาร์กใหม่ทุกแห่ง

บางครั้งสิ่งที่มีค่าที่สุดอาจอยู่ตรงหน้าเรามานานแล้ว — ทุ่งนา คลองส่งน้ำ ชาวนา โรงสี อาหารพื้นบ้าน และวิถีชนบท

โจทย์ไม่ใช่ว่าจะสร้างอะไรเพิ่มลงไปในทุ่งนา

แต่คือ จะบริหารสิ่งที่มีอยู่ให้คนอยากเดินทางมาหาได้อย่างไรมากกว่า

ฉือซ่างทำให้เห็นแล้วว่า หากรักษาผืนนาให้สวย รักษาน้ำให้สะอาด รักษาข้าวให้มีคุณภาพ สร้างมาตรฐานให้ผู้บริโภคเชื่อมั่น และเชื่อมทุกอย่างเข้ากับการท่องเที่ยวอย่างพอดี

“ข้าวหนึ่งเมล็ด” ก็ไม่ได้เลี้ยงเพียงชาวนา

แต่มันสามารถเลี้ยงร้านค้า โรงสี ร้านอาหาร ธุรกิจท่องเที่ยว และคนทั้งชุมชนได้

จากนาที่เคยมีไว้ “ปลูกข้าว”
ฉือซ่างจึงเปลี่ยนมันให้กลายเป็น “โรงงานผลิตรายได้กลางแจ้ง” โดยแทบไม่ต้องสร้างกำแพงขึ้นมาสักด้านเดียว

และนั่นคือเหตุผลที่เมืองเล็กๆ กลางหุบเขาแห่งนี้ กลายเป็นจุดหมายที่นักเดินทางบนเส้นทาง ฮวาเหลียน–ฉือซ่าง–ไถตง ไม่ควรขับรถผ่านไปเฉยๆ

เพราะบางที…สิ่งที่ฉือซ่างกำลังขายให้โลก อาจไม่ใช่ “ข้าว”

แต่คือ ชีวิตที่คนเมืองกำลังโหยหา

#Taiwan100Ways

#TaiwanTourismTH

#WavesofVitality

#เที่ยวไต้หวัน

#熱氣球嘉年華

#TaiwanInternationalBalloonFestival

.

.

.

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

สืบสานตำนาน “รำมวยโบราณสกลนคร” เชิดชูบรมครู ‘จำลอง นวลมณี’ต่อยอดมรดกไทยสู่หลักสูตรท้องถิ่น

"​สกลนคร"ถือเป็นเรื่องราวที่สร้างความภาคภูมิใจและรอยยิ้มให้กับชาวสกลนครเป็นอย่างยิ่ง เมื่อกลุ่มศิษยานุศิษย์ของ "คุณตาจำลอง นวลมณี" บรมครูแห่งศาสตร์และศิลป์มวยโบราณสกลนคร (บุคคลดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาการแสดงพื้นบ้านและนันทนาการ ประจำปี ๒๕๒๙) ผู้ริเริ่มประดิษฐ์คิดค้นท่า “รำมวยโบราณ” อันเป็นเอกลักษณ์ ได้ผนึกกำลังครั้งสำคัญเพื่อต่อลมหายใจมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าแขนงนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาและยั่งยืนอีกครั้ง ​จากจุดเริ่มต้นของการรวบรวมข้อมูลและจัดทำผังสาแหรกผู้สืบทอดวิชาในรุ่นต่างๆ ล่าสุด คณะศิษย์ที่ยังคงสืบทอดเจตนารมณ์ ได้ร่วมกันจัดตั้ง "ชมรมมวยโบราณสกลนคร" ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยได้รับการสนับสนุนและการรับรองจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสกลนคร ให้เป็นเครือข่ายทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง พร้อมเปิดประตูแห่งการเรียนรู้ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้การแสดง “รำมวยโบราณ” ให้แก่นักเรียน...