จากเหตุน้ำป่าหลากในพื้นที่อำเภอปัว เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 69 ที่ผ่านมา มีบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าหลากที่กัดเซาะดินใต้โครงสร้างบ้าน จนเหลือแต่เสาที่รองรับตัวบ้าน และมีบางส่วนของตัวบ้านที่ทรุดจนเกือบพังลงในลำน้ำ สร้างความหวั่นวิตกเรื่องความปลอดภัยในการอาศัยอยู่ในตัวอาคาร โดยเฉพาะจังหวัดน่านยังมีความเสี่ยงและต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักและน้ำท่วมซ้ำได้อีก ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ในช่วง 29 ส.ค.- 2 ก.ย. 2569

นายผดุงพล เอื้ออารีราษฎร์ บ้านเลขที่ 142/1 หมู่ 7 บ้านปรางค์ ต.ปัว อ.ปัว เล่าถึงเหตุการณ์ ที่น้ำป่าหลากข้ามถนนจนเสาไฟฟ้าล้มหักโค่น น้ำป่าได้ทะลักเข้าท่วมบริเวณทั้งด้านหน้าบ้านและหลังบ้าน แรงน้ำป่ากัดเซาะดินใต้ตัวอาคารบ้านพังทลายลงเรื่อยๆ ขณะเดียวกันตัวอาคารร้านค้าจำหน่ายชิ้นส่วนวัสดุและอะไหล่รถที่เป็นกิจการของบ้าน ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน น้ำป่าและดินโคลนทะลักเข้าบ้านและร้านได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะส่วนของตัวร้านที่ติดริมลำน้ำ น้ำป่าได้กัดเซาะจนทรุดพังเกือบทลายลงแม่น้ำ ขณะนี้ก็มีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของตัวบ้านและร้านค้า นอกจากนี้ ยังมีอาคารที่ติดลำน้ำ ได้รับผลกระทบน้ำกัดเซาะโครงสร้างใต้ดินเช่นกัน เบื้องต้นทราบว่าเป็นอาคารให้เช่า โดยขณะนี้ผู้เช่าได้เตรียมขนย้ายสิ่งของออกจากตัวอาคารแล้ว


ทางด้านนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้สั่งการให้ นายพิพัฒน์ เพ็ชร์พิพัฒน์ นายอำเภอปัว และ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดน่าน เข้าตรวจสอบโครงสร้างและความปลอดภัยแล้ว พร้อมให้คำแนะนำแนวทางการแก้ไขและป้องกันตัวอาคารบ้านที่เสี่ยงน้ำกัดเซาะเพิ่ม โดยเบื้องต้นตัวบ้านที่ถูกน้ำกัดเซาะ โครงสร้างบ้านยังแข็งแรงและไม่ได้รับผลกระทบ แต่ในส่วนของร้านค้าที่มีการทรุดเอียง จำเป็นต้องรื้อออก และงดใช้พื้นที่เพื่อความปลอดภัย


สำหรับอำเภอปัว มีบ้านเรือนที่เสียหายจากเหตุน้ำป่าหลาก จำนวน 7 หลังคาเรือน ซึ่งมี 3 หลังคาเรือนที่เสียหาย 100 % และมี 4 หลังคาเรือน เสียหาย 50% โดยขณะนี้ทางโยธาธิการและผังเมืองได้เตรียมสร้างบ้านหลังใหม่เพื่อเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว








