Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุด"รมว.ซาบีดา"ผนึกพลังดีไซเนอร์ ดัน "ชุดไทยพระราชนิยม"สู่เวทีโลก

“รมว.ซาบีดา”ผนึกพลังดีไซเนอร์ ดัน “ชุดไทยพระราชนิยม”สู่เวทีโลก

-

“รมว.ซาบีดา” ผนึกพลังดีไซเนอร์–ห้องเสื้อชั้นนำ ขับเคลื่อน “ชุดไทยพระราชนิยม” สู่เวทีโลก เปลี่ยนมรดกวัฒนธรรมไทย สู่พลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ชุดไทยพระราชนิยม ไม่ได้จบอยู่ที่ “การแต่งกายที่ถูกต้อง” แต่กลายเป็น หนึ่งในเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมของประเทศ  เมื่อชุดไทยพระราชนิยมได้รับการออกแบบและตัดเย็บอย่างถูกต้อง จะทำให้ผ้าไทย เช่น ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้ายก และผ้าทอพื้นถิ่น ถูกนำมาใช้ในตลาดมากขึ้น เกิดความต้องการผ้าไทยเพิ่มขึ้น  รายได้กระจายไปถึงช่างทอ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และชุมชน

วันอาทิตย์ที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๔.๐๐ น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมหารือ รับฟังแนวคิด รวมพลังส่งเสริมชุดไทยพระราชนิยม ชุดไทยพระราชทานกับดีไซเนอร์และห้องเสื้อชั้นนำของไทย อาทิ นายธีระพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชั่น) พุทธศักราช ๒๕๖๒ ห้องเสื้อธีระพันธ์ ห้องเสื้อเธียเตอร์ ห้องเสื้อแอตเตอลิเยร์ พิจิตรา ห้องเสื้อภา ห้องเสื้อเพชร บูติก ห้องเสื้อ Glam Gold Label ห้องเสื้อ Forgetmenot ห้องเสื้อ Milan ร้านนภัสสร ปริ๊นเซส

ร้านพาหุรัดดอทคอม แบรนด์ Chai Gold Label แบรนด์ ASAVA แบรนด์ ISSUE แบรนด์ Surface แบรนด์ Finale Wedding Studio แบรนด์ Miss Saturday ค้ำคูณแกลเลอรี่ อัคราแกลเลอรี่ และวิเสฏฐ์อาภรณ์ เป็นต้น และมีนางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม รวมถึงคณะที่ปรึกษาโครงการชุดไทยพระราชนิยมและผ้าไทย ประกอบด้วย ดร.ศรินดา จามรมาน นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ และนายกุลวิทย์ เลาสุขศรี เข้าร่วม ณ ร้าน Lady L Bistro โรงแรมปาร์คนายเลิศ ถนนเพลินจิต เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ชุดไทยเป็นชุดประจำชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยการออกแบบและการตัดเย็บที่ประณีต ผสมผสานด้วยการสร้างสรรค์ลวดลายบนผืนผ้าที่เกิดจากงานฝีมือของช่างไทยที่มีความโดดเด่น ชุดไทยพระราชนิยมเป็นชื่อเรียกเครื่องแต่งกายแบบไทยของสตรี ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงริเริ่มให้มีการศึกษา ค้นคว้าเครื่องแต่งกายสตรีไทย สมัยต่าง ๆ

และออกแบบเพื่อทรงใช้เป็นฉลองพระองค์ในโอกาสที่โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ พระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและประเทศยุโรปอย่างเป็นทางการ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ในส่วนของบุรุษ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทาน “ชุดพระราชทาน” หรือเสื้อไทยพระราชทาน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ให้เป็นเครื่องแบบข้าราชการ และใช้แทนชุดสากลสำหรับบุรุษได้ เพื่อความประหยัดและเหมาะสมกับสภาพอากาศของประเทศไทย

จนเป็นเอกลักษณ์ หลังจากนั้นชุดไทยพระราชนิยมทั้ง ๘ แบบ และชุดพระราชทานของบุรุษได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนกลายเป็นเครื่องแต่งกายประจำชาติ มีการพัฒนาต่อมา ทั้งรูปแบบและวัสดุ พัฒนาความรู้เกี่ยวกับการออกแบบ การตัดเย็บและการออกแบบลวดลายของผ้าในเทคนิคต่าง ๆ ไปทั่วประเทศ ทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชนอย่างกว้างขวาง

ด้วยคุณค่าและความสำคัญดังกล่าว กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงได้ประกาศให้ “ชุดไทยพระราชนิยม” ขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ ในสาขาแนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล และต่อมาเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๗ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้เสนอขึ้นทะเบียน “ชุดไทย: ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกาย ชุดไทยประจำชาติ (Chud Thai : The Knowledge, Craftsmanship and Practicesof The Thai National Costume)” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโก

โดยยูเนสโกได้แจ้งยืนยันแล้วว่า จะนำรายการชุดไทยเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ ๒๑ (21st session of theIntergovernmental Committee for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) ซึ่งกำหนดจัดการประชุมในช่วงเดือนธันวาคม ๒๕๖๙ ที่จะถึงนี้

นางสาวซาบีดา กล่าวต่อว่า การหารือร่วมกับดีไซเนอร์ ห้องเสื้อชั้นนำ และผู้ประกอบการด้านผ้าและสิ่งทอระดับแนวหน้าของไทย ในวันนี้ ถือเป็นโอกาสอันดี ที่มีการเปิดเวทีหารือ รับฟังแนวคิดการรวมพลังส่งเสริมชุดไทยพระราชนิยม ชุดไทยพระราชทาน รวมไปถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการตัดเย็บในรูปแบบที่มีความถูกต้องและเหมาะสมกับรูปร่างของผู้สวมใส่

“เสน่ห์ของชุดไทยพระราชนิยมและชุดไทยพระราชทาน คือความงดงามเหนือกาลเวลา และจะยิ่งมีความงดงามมากยิ่งขึ้นเมื่อได้รับการตัดเย็บให้เหมาะกับรูปร่างและผู้สวมใส่เลือกนำไปใส่ให้เหมาะสมกับโอกาส อีกทั้งการสวมใส่ “ชุดไทยพระราชนิยม” ยังสามารถประยุกต์ให้มีความสวยงามและทันสมัยได้ เช่น ชุดไทยเรือนต้น สามารถนำมาจับคู่กับผ้านุ่งได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าลายอัตลักษณ์พื้นถิ่น หรือผ้าชาติพันธุ์ เป็นต้น จึงถือว่าเปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์ นักออกแบบ ช่างตัดเย็บ ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบอย่างอิสระ โดยยังคงอัตลักษณ์ของชุดไทยไว้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์” รมว.ซาบีดา กล่าว

สุดท้ายนี้ นางสาวซาบีดา ตอกย้ำว่า กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยม” ผ่านแคมเปญ “ชุดไทย (CHUD THAI)” สู่สายตาชาวโลกอย่างสง่างาม ภายใต้พระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ต่อการสืบสาน ต่อยอด และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมไทย อันมีรากฐานจากพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์และสร้างการตระหนักรู้ ถึงคุณค่าของสิ่งที่พวกเราคนไทยทั้งชาติภาคภูมิใจและกำลังจะผลักดัน ก่อนที่ยูเนสโก (UNESCO) จะพิจารณารายการ “ชุดไทย: ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ในช่วงเดือนธันวาคมนี้

ดังนั้นขอเชิญชวนสื่อทุกแขนง หน่วยงานทุกภาคส่วน และประชาชนทุกคน ร่วมกันมีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับความภาคภูมิใจนี้ ด้วยการสนับสนุนความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสวมใส่ชุดไทย และงานหัตถศิลป์ในชีวิตประจำวัน การบอกเล่าเรื่องราวผ่านโซเชียลมีเดีย ประกาศศักดิ์ศรีงานฝีมือไทยสู่สายตาชาวโลก อันจะทำให้เป็นการขยายโอกาสทางการตลาด และเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้าและวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืน

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

สืบสานตำนาน “รำมวยโบราณสกลนคร” เชิดชูบรมครู ‘จำลอง นวลมณี’ต่อยอดมรดกไทยสู่หลักสูตรท้องถิ่น

"​สกลนคร"ถือเป็นเรื่องราวที่สร้างความภาคภูมิใจและรอยยิ้มให้กับชาวสกลนครเป็นอย่างยิ่ง เมื่อกลุ่มศิษยานุศิษย์ของ "คุณตาจำลอง นวลมณี" บรมครูแห่งศาสตร์และศิลป์มวยโบราณสกลนคร (บุคคลดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาการแสดงพื้นบ้านและนันทนาการ ประจำปี ๒๕๒๙) ผู้ริเริ่มประดิษฐ์คิดค้นท่า “รำมวยโบราณ” อันเป็นเอกลักษณ์ ได้ผนึกกำลังครั้งสำคัญเพื่อต่อลมหายใจมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าแขนงนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาและยั่งยืนอีกครั้ง ​จากจุดเริ่มต้นของการรวบรวมข้อมูลและจัดทำผังสาแหรกผู้สืบทอดวิชาในรุ่นต่างๆ ล่าสุด คณะศิษย์ที่ยังคงสืบทอดเจตนารมณ์ ได้ร่วมกันจัดตั้ง "ชมรมมวยโบราณสกลนคร" ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยได้รับการสนับสนุนและการรับรองจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสกลนคร ให้เป็นเครือข่ายทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง พร้อมเปิดประตูแห่งการเรียนรู้ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้การแสดง “รำมวยโบราณ” ให้แก่นักเรียน...