หน้าแรกข่าวล่าสุดอำเภอปัวเริ่มแย่!ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกวันที่ 3 ขาดแคลนอาหาร-ผู้ป่วยออกหาหมอไม่ได้

อำเภอปัวเริ่มแย่!ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกวันที่ 3 ขาดแคลนอาหาร-ผู้ป่วยออกหาหมอไม่ได้

-

น่าน – ชาวบ้าน 14 หมู่บ้าน อ.ปัว ถูกตัดขาด!จากโลกภายนอก เป็นวันที่ 3 เริ่มขาดอาหาร–ผู้ป่วยออกหาหมอไม่ได้ แขวงน่าน2 เร่งสร้างสะพานช่วยชีวิตน่าน – วิกฤตอุทกภัยในอำเภอปัวยังน่าเป็นห่วง หลังชาวบ้านใน 3 ตำบล ได้แก่ ต.ภูคา ต.ศิลาแลง และ ต.วรนคร รวม 14 หมู่บ้าน 1,466 หลังคาเรือน ประชาชนกว่า 4,000 คน ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเป็นวันที่ 3 เนื่องจากน้ำป่าซัดสะพานฝายจ้าว ต.วรนคร พังเสียหายทั้งหมด ขณะที่ดินสไลด์บริเวณโค้งห้วยเย็น ต.ศิลาแลง ทำให้ถนนทรุดขาด ไม่สามารถสัญจรผ่านได้

สถานการณ์ส่งผลให้ประชาชนเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น หลายครอบครัวต้องเดินเท้าฝ่าเส้นทางที่เสียหายออกมาหาซื้อเสบียง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้ที่มีนัดรักษา ไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้ สร้างความกังวลอย่างมาก ขณะที่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยภูคา และองค์การบริหารส่วนตำบลภูคา ก็ได้รับผลกระทบและยังไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างเต็มที่  นอกจากนี้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา และ อบต.ภูคา ยังคงเร่งประสานทุกหน่วยงานเพื่อส่งความช่วยเหลือ แม้การเข้าถึงพื้นที่จะเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ด้าน นายพิพัฒน์ เพ็ชร์พิพัฒน์ นายอำเภอปัว เปิดเผยว่า หลังสถานการณ์ฝนเริ่มคลี่คลาย ได้เร่งระดมกำลังทุกภาคส่วนเข้าช่วยเหลือประชาชนเป็นการด่วน โดยให้ความสำคัญกับการลำเลียงอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค  ที่ต้องใช้เส้นทางอ้อมไปทาง อ.สันติสุข เพื่อนำอาหาร น้ำดื่มให้ชาวบ้าน และการช่วยเหลือผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงเป็นลำดับแรก

อย่างไรก็ตามขณะนี้ แขวงทางหลวงน่านที่ 2 ร่วมกับศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 1 (พิจิตร) กรมทางหลวง ได้ลำเลียงชิ้นส่วน สะพานเบลีย์ ขึ้นสู่พื้นที่ดอยภูคา เพื่อเร่งก่อสร้างสะพานชั่วคราว หวังเปิดเส้นทางและคลี่คลายวิกฤตของชาวบ้านที่กำลังรอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

โดยพันเอกปิยะพงษ์ พรดา ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 32 ได้สั่งการให้หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 32 กองกำลังผาเมือง นำกำลังพลเข้าพื้นที่เพื่อร่วมวางแผนและเป็นกำลังเสริมช่วยเหลือประชาชนอีกด้วย.

.

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...