รัฐบาลเดินหน้าเร่งเครื่องยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมครั้งสำคัญ ผลักดันโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ ช่วงชุมพร-ท่าเรือระนอง เพื่อเติมเต็ม “Missing Link” หรือจุดเชื่อมที่ขาดหายของโครงข่ายระบบรางไทย เชื่อมการขนส่งจากทุกภูมิภาคของประเทศสู่ท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันเป็นครั้งแรก หวังลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาคในอนาคต
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การผลักดันโครงการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ต้องการยกระดับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ จากการลงทุนแบบแยกส่วนไปสู่การเชื่อมโยงระบบคมนาคมทั้งถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน และด่านชายแดน ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ยุคใหม่ของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไม่ได้วัดกันเพียงการสร้างถนนหรือทางรถไฟเพิ่ม แต่คือการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศลงทุนไว้แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเดินทาง และการขนส่งสินค้า
ด้วยเหตุนี้ โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ ช่วงชุมพร-ท่าเรือระนอง จึงถือเป็นโครงการยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะจะเชื่อมโครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศเข้ากับท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันได้เป็นครั้งแรก เติมเต็มจุดเชื่อมที่ขาดหายของระบบรางไทย และทำให้โครงข่ายคมนาคมของประเทศสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

สำหรับโครงการมีระยะทางประมาณ 110 กิโลเมตร วงเงินลงทุนกว่า 27,000 ล้านบาท แม้จะเป็นเส้นทางที่มีระยะทางไม่ยาวเมื่อเทียบกับโครงการรถไฟสายหลักทั่วประเทศ แต่ถือเป็น “จุดเชื่อมยุทธศาสตร์” ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เปรียบเสมือนการเติมจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของระบบคมนาคมไทย ทำให้การลงทุนด้านระบบรางที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปี สามารถเชื่อมโยงเป็นโครงข่ายเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เมื่อโครงการแล้วเสร็จ สินค้าจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ จะสามารถขนส่งทางรางตรงสู่ท่าเรือระนองได้ทันที โดยไม่ต้องเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งเป็นรถบรรทุกในช่วงสุดท้าย ช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ลดระยะเวลาการขนส่ง เพิ่มความสะดวกให้ผู้ประกอบการ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก

นอกจากนี้ โครงการยังเปิดทางเลือกใหม่ให้ประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงการค้าทั้งสองฝั่งทะเลได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยโครงข่ายรถไฟสายหลักยังคงเชื่อมต่อกับท่าเรือสำคัญฝั่งอ่าวไทย ทั้งท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือมาบตาพุด ขณะเดียวกันยังสามารถเชื่อมต่อไปยังท่าเรือระนอง ประตูการค้าฝั่งอันดามัน เพื่อออกสู่มหาสมุทรอินเดีย เชื่อมโยงการค้ากับประเทศสมาชิก BIMSTEC รวมถึงตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกา รองรับการขยายตัวของการค้าโลกในอนาคต และเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบโลจิสติกส์ไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก
นายสรรเพชญ กล่าวอีกว่า ความสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่เพียงการสร้างทางรถไฟสายใหม่ แต่คือการยกระดับประเทศไทยให้มีระบบคมนาคมที่เชื่อมโยงกันทั้งประเทศ เมื่อถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน และด่านชายแดนสามารถทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยจะมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค มีทางเลือกในการขนส่งมากขึ้น ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางเดียว และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ในระดับพื้นที่ โครงการจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดชุมพรและจังหวัดระนอง โดยจะช่วยดึงดูดการลงทุนด้านคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า ธุรกิจโลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชน พร้อมเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตร สินค้าประมง และสินค้าแปรรูปของภาคใต้ เข้าถึงตลาดทั้งในและต่างประเทศได้สะดวกขึ้น ด้วยต้นทุนที่แข่งขันได้
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลย้ำว่าจะดำเนินโครงการภายใต้หลักการพัฒนาอย่างสมดุล โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาความเหมาะสมของโครงการอย่างรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความคุ้มค่าของการลงทุน รวมถึงศึกษาความเหมาะสมของที่ตั้งท่าเรือระนองว่าจะใช้ท่าเรือเดิมหรือพัฒนาท่าเรือแห่งใหม่ เพื่อรองรับปริมาณตู้สินค้าที่เพิ่มขึ้นและเรือขนาดใหญ่ในอนาคต ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

สำหรับความคืบหน้า ขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการออกแบบรายละเอียดโครงการแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างเสนอรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หากได้รับความเห็นชอบภายในปีนี้ คาดว่าจะสามารถเปิดประมูลโครงการได้เร็วที่สุดภายในปี 2570
นายสรรเพชญ กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้รถไฟสายชุมพร-ท่าเรือระนองจะมีระยะทางเพียง 110 กิโลเมตร แต่ถือเป็นจุดเชื่อมยุทธศาสตร์ที่จะเปลี่ยนโฉมระบบคมนาคมของประเทศ เชื่อมทุกภูมิภาคเข้ากับประตูการค้าฝั่งอันดามัน เพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์ รองรับการค้าและการลงทุนในอนาคต เชื่อมประเทศไทยสู่เศรษฐกิจโลก และวางรากฐานการเติบโตของประเทศอย่างมั่นคงในระยะยาว









