หน้าแรกข่าวล่าสุดชาวไร่-นา-ผู้สูงวัย วอนรัฐบาลทบทวนเกณฑ์บัตรคนจนหลังถูกตัดสิทธิ์

ชาวไร่-นา-ผู้สูงวัย วอนรัฐบาลทบทวนเกณฑ์บัตรคนจนหลังถูกตัดสิทธิ์

-

ชาวนาและผู้สูงอายุในหลายพื้นที่ เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังถูกตัดสิทธิจากการถือครองที่ดินมรดกหรือมีหนี้สินเกินเกณฑ์ แม้ความเป็นจริงยังมีรายได้ไม่แน่นอนและเผชิญภาวะขาดทุนจากต้นทุนการเกษตรที่สูงขึ้นต่อเนื่อง

เช่นเดียวกับ คุณยายวัย 70 ปี ชาวอุทัยธานี มีที่ดินแต่ไร้รายได้ออกมาเรียกร้องรัฐบาลเห็นใจ อยากได้บัตรคนจนหลังพลาดสิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งที่ชีวิตยังลำบาก จากกรณีการสำรวจประชาชนที่ยังไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี พบว่ายังมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่มองว่าตนเองมีฐานะความเป็นอยู่ลำบาก แต่กลับไม่ได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือจากภาครัฐ เนื่องจากมีชื่อถือครองที่ดินซึ่งได้รับมรดกตกทอดจากบิดามารดา แม้จะมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีรายได้หรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจเสมอไป บางครอบครัวต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนจากการทำเกษตร และต้องออกไปรับจ้างทั่วไปเพื่อประทังชีวิต

นางลำไย อายุ 70 ปี ตำบลทุ่งนาไทย อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี เปิดเผยว่า ตนไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากมีที่ดินที่ได้รับมรดกจากพ่อแม่ แต่ในความเป็นจริง ที่ดินดังกล่าวไม่ได้สร้างรายได้ให้กับครอบครัวอย่างที่หลายคนเข้าใจ ที่บ้านครอบครัวมีสมาชิกทั้งหมด 5 ชีวิต ซึ่งทุกคนช่วยประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก ไม่มีอาชีพเสริมอื่น รายได้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับผลผลิตทางการเกษตรที่ไม่แน่นอน

บางปีประสบภาวะขาดทุน ขณะที่บางช่วงต้องออกไปรับจ้างทำงานเกษตร ได้ค่าแรงเพียงวันละ 200 บาท และไม่ได้มีงานให้ทำทุกวันด้วยเหตุนี้ จึงอยากฝากถึงภาครัฐให้พิจารณาข้อมูลในเชิงข้อเท็จจริงของแต่ละครอบครัว เพราะการมีที่ดินไม่ได้หมายความว่าจะมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต พร้อมขอความเห็นใจและหวังว่าจะได้รับโอกาสเข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐเช่นเดียวกับประชาชนรายอื่นที่กำลังเผชิญความเดือดร้อน

เช่นเดียวกับชาวนาใน ต.นาราชควาย อ.เมืองนครพนม ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมฤดูกาลดำนา ต่างสะท้อนปัญหาการถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากมีพื้นที่นาประมาณ 11-20 ไร่ แม้ตัวเลขดังกล่าวอาจดูเหมือนมีทรัพย์สินจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริงเกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าปุ๋ย ค่าไถนา และค่าจ้างเก็บเกี่ยวผลผลิต

ทำให้ต้องลงทุนหลายหมื่นบาทในแต่ละปี ขณะที่รายได้จากการขายข้าวกลับเหลือกำไรเพียงเล็กน้อยหรือบางปีขาดทุน จึงมองว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับผู้มีรายได้น้อย

ขณะที่ชาวนา จ.บุรีรัมย์ เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนเกณฑ์ การพิจารณากลุ่มที่มีภาระสินเชื่อเกิน 100,000 บาท และมีที่ดินถือครองเกิน 10 ไร่ โดยเห็นว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของภาคเกษตร เนื่องจากชาวนาส่วนใหญ่มีหนี้สินสะสมจากการกู้ยืมเงินมาลงทุนเพาะปลูก และรายได้ในแต่ละปีขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งสภาพอากาศ ปริมาณน้ำฝน และราคาผลผลิตทางการเกษตร

เกษตรกรจำนวนมาก ระบุว่า แม้เงินช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะมีมูลค่าไม่มากนัก แต่ก็สามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะในช่วงที่รายได้จากการเกษตรไม่แน่นอน จึงอยากให้ภาครัฐปรับปรุงหลักเกณฑ์การคัดกรอง ให้สะท้อนความเป็นอยู่และความเดือดร้อนที่แท้จริงของประชาชน มากกว่าการพิจารณาจากจำนวนที่ดินหรือยอดหนี้สินเพียงอย่างเดียว

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...