Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดTDAC กับการสนับสนุน New S-Curve: ความหวังของชนชั้นกลางไทย

TDAC กับการสนับสนุน New S-Curve: ความหวังของชนชั้นกลางไทย

-

รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรกิตติ์ เนตินิยม ประธานมูลนิธิห้วยข้องพัฒนา และอุปนายกสมาคมนวัตกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อย่างยั่งยืน เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยที่ซบเซาต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้คำว่า New S-Curve หรือเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม กลายเป็นวาระสำคัญในนโยบายของรัฐบาลแทบทุกยุค อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของแนวคิดนี้ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการผลักดันตัวเลข GDP ให้สูงขึ้น แต่ต้องหมายถึงการพาประเทศไทยหลุดพ้นจากการเติบโตแบบมูลค่าต่ำ ไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่สร้างรายได้สูงขึ้นจากความรู้ เทคโนโลยี และบริการมูลค่าสูง

ความจำเป็นของการสร้าง New S-Curve ยิ่งชัดเจนมากขึ้น เมื่อโลกกำลังเผชิญทั้งความก้าวหน้าของ AI และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ขณะที่ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ประเทศจึงจำเป็นต้องมองหาอุตสาหกรรมที่ใช้ “ทักษะมนุษย์” และ “ทุนทางวัฒนธรรม” เป็นฐานในการสร้างมูลค่าเพิ่ม อุตสาหกรรม wellness จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่โดดเด่นที่สุด เพราะไทยมีทั้งทรัพยากร องค์ความรู้ และโครงสร้างบริการที่พร้อมต่อยอด ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย สมุนไพรไทย การนวดไทย การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลเอกชนคุณภาพสูง โรงแรม รีสอร์ต และระบบการท่องเที่ยวที่รองรับชาวต่างชาติได้ดี

จุดแข็งสำคัญของอุตสาหกรรมนี้อยู่ที่การเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่บริการสุขภาพเชิงป้องกัน ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ธุรกิจที่พัก สปา คลินิก ไปจนถึงผู้ผลิตสมุนไพร เครื่องหอม และอาหารเพื่อสุขภาพ การเติบโตของภาคธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น แต่ยังสามารถยกระดับรายได้ของชนชั้นกลางไทยผ่านการจ้างงานที่ต้องใช้ทักษะและมาตรฐานการบริการที่สูงขึ้น เมื่อรายได้ชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น การบริโภคภายในประเทศก็มีแนวโน้มขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพมากกว่าการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแบบประชานิยม

ดร.ภัทรกิตติ์ เนตินิยม  ประธานมูลนิธิห้วยข้องพัฒนาฯ 

ข้อมูลล่าสุดจาก Global Wellness Institute ระบุว่า มูลค่า wellness economy ของไทยอยู่ที่ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ(1.45 ล้านล้านบาท) ในปี 2024 ซึ่งสะท้อนว่า wellness ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงภาพลักษณ์ แต่เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่และมีนัยสำคัญต่อประเทศอย่างแท้จริง โดยการเติบโตดังกล่าวเกิดจากความเชื่อมโยงของหลายภาคส่วน ทั้ง wellness tourism, medical wellness, wellness real estate, mental wellness และบริการสุขภาพเชิงป้องกันในรูปแบบต่าง ๆแม้การท่องเที่ยวจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด แต่ที่ผ่านมา

จุดขายสำคัญของไทยในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงอยู่ที่ “ความคุ้มค่าด้านราคา” หรือภาพของการเป็นประเทศที่ “เที่ยวถูกและดี” หากไทยยังแข่งขันด้วยราคาเป็นหลัก ก็ย่อมยากที่จะยกระดับรายได้เฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวและยกระดับคุณภาพของการจ้างงานได้อย่างแท้จริง แต่หากไทยสามารถปรับยุทธศาสตร์จากการขายประสบการณ์ท่องเที่ยวราคาคุ้มค่า ไปสู่การขายประสบการณ์ “พักผ่อนพร้อมดูแลสุขภาพและป้องกันโรค” ได้อย่างเป็นระบบ ไทยก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อคนได้มากขึ้น และสร้างงานที่มีค่าตอบแทนสูงขึ้นตามระดับทักษะของแรงงานไทย

ในบริบทนี้ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) อาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ควรถูกมองให้ไกลกว่าการเป็นเพียงระบบลงทะเบียนข้อมูลขาเข้า ปัจจุบัน TDAC เริ่มใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2025 สำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย และถูกออกแบบให้ใช้แทนแบบฟอร์มขาเข้าเดิมในรูปแบบดิจิทัล โดยข้อมูลที่เกี่ยวข้องครอบคลุมข้อมูลหนังสือเดินทาง ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการเดินทาง ข้อมูลที่พัก และข้อมูลด้านสุขภาพตามที่หน่วยงานกำหนด

อย่างไรก็ดี หากมองในเชิงนโยบายสาธารณะ TDAC ยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปได้มากกว่าการเป็นเพียงเครื่องมือด้านตรวจคนเข้าเมือง กล่าวคือ หากรัฐบาลเปิดโอกาสให้เอกชนไทยสามารถประชาสัมพันธ์ digital public infrastructure ภายใต้กรอบความยินยอมของผู้เดินทางและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เอื้อต่อการเชื่อมต่อบริการสุขภาพเชิงป้องกันอย่างสมัครใจ ก็อาจทำให้ TDAC กลายเป็น “จุดเชื่อมต่อ” สำคัญระหว่างนักท่องเที่ยวกับระบบเศรษฐกิจ wellness ของไทยได้ ไม่ว่าจะเป็นบริการ health monitoring, preventive screening, wellness concierge, telehealth follow-up หรือแพลตฟอร์มดูแลสุขภาพระหว่างพำนักในประเทศ แนวทางเช่นนี้ไม่เพียงเพิ่มทางเลือกให้ผู้เดินทาง แต่ยังเปิดพื้นที่ทางเศรษฐกิจใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยด้วย

ประเด็นนี้ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อพิจารณาควบคู่กับภาระด้านสุขภาพของประเทศในอนาคต ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งย่อมนำไปสู่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้นในระยะยาว มีการอ้างอิงจาก TDRI ว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยอาจแตะระดับ 2.2 ล้านล้านบาทในปี 2032 หากประเทศยังไม่เร่งส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็เคยจัดสรรงบประมาณ 50 ล้านบาทในปี 2024 เพื่อดูแลกรณีนักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตระหว่างท่องเที่ยวในไทย ซึ่งสะท้อนว่าเรื่องสุขภาพของนักท่องเที่ยวไม่ใช่ประเด็นปลายทาง แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและภาระของรัฐเช่นกัน

หากรัฐออกแบบระบบให้เหมาะสม ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจเกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ประการแรก ผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นstartup healthtech ผู้ให้บริการ preventive care ธุรกิจโรงแรม สปา คลินิก ผู้ผลิตสมุนไพรและเครื่องหอม หรือผู้ให้บริการดูแลผู้สูงอายุ จะมีโอกาสเข้าถึงตลาดนานาชาติได้มากขึ้น ประการที่สอง ประเทศไทยอาจเกิด economy of scale ในการพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัล เพราะมีฐานผู้ใช้ต่างชาติจำนวนมากเดินทางเข้ามาในประเทศอยู่แล้ว ประการที่สาม ไทยจะสามารถเปลี่ยนการท่องเที่ยวจากธุรกิจที่แข่งขันด้วยราคา ไปสู่เศรษฐกิจสุขภาพที่แข่งขันด้วยมูลค่าและคุณภาพ และประการสุดท้าย แนวทางดังกล่าวอาจช่วยลดแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุขในระยะยาว ด้วยการเปลี่ยนจากการ “รักษาเมื่อป่วย” ไปสู่การ “ป้องกันก่อนป่วย” มากขึ้น

“กล่าวโดยสรุป ภายใต้แรงกดดันจากการแข่งขันระดับโลก เทคโนโลยี AI และภาระจากสังคมสูงวัย รัฐบาลไทยไม่ควรปล่อยให้คำว่า New S-Curve เป็นเพียงถ้อยคำในเอกสารนโยบายอีกต่อไป หากต้องการให้ชนชั้นกลางไทยมีงานที่ค่าตอบแทนสูงขึ้น มีทักษะที่ยากต่อการถูกแทนที่ และมีโอกาสเติบโตในเศรษฐกิจยุคใหม่ ประเทศไทยจำเป็นต้องเลือกอุตสาหกรรมที่มีรากฐานในประเทศและต่อยอดได้จริง และในบรรดาทางเลือกเหล่านั้น wellness คือหนึ่งในคำตอบที่ชัดเจนที่สุด เพราะไทยมีทั้งอุปสงค์จากนักท่องเที่ยว มีทุนทางวัฒนธรรม มีเครือข่ายผู้ประกอบการ และมีโจทย์ด้านสาธารณสุขที่ทำให้การลงทุนเชิงป้องกันคุ้มค่ากว่าการรอจ่ายเมื่อปัญหาปะทุแล้ว การผลักดัน wellness จึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่คือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมที่ไทยควรเริ่มทำอย่างจริงจัง” รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรกิตติ์ กล่าวทิ้งท้

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

จากอดีตข้าราชการป่าไม้ โค่นสวนยาง 40 ไร่ ปลูกทุเรียนกว่า 1,200 ต้น ริมเทือกเขาบรรทัด

จากอดีตข้าราชการป่าไม้ "นายสนิท องศารา" หรือ "ลุงหนิด" วัย 65 ปี ตัดสินใจโค่นสวนยางพารากว่า 40 ไร่สู่เจ้าของสวนทุเรียนขนาดใหญ่ในพื้นที่ ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง "ลุงหนิด" วัย 65 ปี บอกว่า  หลังเกษียณอายุราชการ ตัดสินใจโค่นสวนยางพารากว่า 40 ไร่เพื่อปลูกทุเรียน 4 สายพันธุ์...