Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดน้ำแพง-ก๊าซพุ่ง ดันไม้ยางพาราขยับกก.ละกว่า 2 บาท ผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล

น้ำแพง-ก๊าซพุ่ง ดันไม้ยางพาราขยับกก.ละกว่า 2 บาท ผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล

-

“ไม้ยาง” ราคาปรับขึ้นคงกระพันกว่า 2 บาท / กก. แนวโน้มต้องการสูงป้อนโรงงานไฟฟ้าชีวมวล ท่ามกลางพลังงานน้ำมัน ก๊าซ ปรับราคา

นายทวีศิลป์ ประทีป อุปนายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สยท.) เปิดเผยว่า ไม้ยางพาราได้ปรับตัวสูงขึ้นที่อยู่ในเกณฑ์ดีทั้งไม่เกรดและเศษไม้หรือไม้ฟืนมาตั้งแต่ปลายปี 2568 มาจนถึงขณะนี้ ราคาขณะนี้ 2 บาทกว่า / กก. และไม้ฟื้นกว่า 1 บาท / กก. ปัจจัยหนุนเพราะไม้ยางพาราตลาดมีความต้องการสูง สำหรับไม้เกรดแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ ส่วนไม้ฟื้นแปรรูปเป็นพลังงานเชื้อเพลิง เช่น ดรงไฟฟ้าชีวมวล และโรงงานอุตสาหกรรมยางแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ และอีกปัจจัยจะปรับตามราคาน้ำยางสดเนื่องจากยางพาราขณะนี้ DRC 30 % ราคา 75 บาท / กก. ราคาสูงในหลายปีที่ผ่านมา

“ไม้ยางพาราเดิมประเภทราคาจะเคลื่อนไหวที่ราคา 1.80 – 1.90 บาท / กก. ไม้ฟืน ราคา  00.55-00.60- 00.70 บาท / กก. ตอนนี้ไม้ยางแต่ละไร่เมื่อขายออกไปจะเก็บเอาหมดตั้งแต่รากกิ้งก้าน”

นายทวีศิลป์ ยังกล่าวอีกว่า แนวโน้มไม้ฟื้นทั้งไม้ยางพารา ไม้ป่า ตลาดมีความต้องการสูงมากและราคาจะเสถียร เพราะจากปัจจัยทางด้านพลังงาน น้ำมัน ก๊าซ ราคาที่จะปรับตัวสูงจึงต้องการลดต้นทุนหันมาใช้ไม้ฟืนทดแทนพลังงานน้ำมันเชื้อเพลิงในการประกอบกิจการ นอกนั้นจะมีการตื่นตัวพลังงานสะอาดน้ำ ลม แสงแดด ฯลฯ โดยเฉพาะไทยองค์ประกอบดังกล่าวมีอยู่จำนวนมากและเหมาะสม

ทางผู้ประกอบการโรงอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพาราส่งออกต่างประเทศ ทางภาคใต้ เปิดเผย ว่า ภาวะไม้ยางได้ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 2 บาท / กก.ตั้งในช่วงมรสุมหน้าฝน 2568 จากที่ราคาเคลื่อนไหวประมาณ 1.80 บาท / กก. ส่งผลให้ชาวสวนยางจำนวนมากโค่นยางออก โดยเฉพาะชาวสวนยางรายย่อยรายขนาดเล็ก 3 ไร่ 5 ไร่ หันปลูกปาล์มน้ำมัน และไม้ยางแปรรูปตลาดส่งออกรายใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลกคือจีน

อดีตผู้บริหารระดับสูงการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) สำนักงานภาคใต้ตอนล่าง  เปิดเผยว่า ภาวะไม้ยางตลาดยังมีความต้องการและแนวโน้มที่ดี และจะมีความต้องการมากในส่วนโรงไฟฟ้าชีวมวล เพราะไม้ยางให้พลังงานความร้อนที่เข้มข้นสูงกว่าไม้ป่า ซึ่งจะมีศักยภาพที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า

“ไม้ยางเศษไม้หรือไม้ฟืน ทั้งลำต้นที่ตกเกรด กิ่ง ก้าน และโคนราก ราคาได้ปรับตัวขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2568 ถึง 00.20 บาท จาก 00.60-70.00 บาท ปรับตัว 00.80 – 00.90 บาท / กก.”

ส่วนไม้ยางเกรดที่นำไปแปรูปผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ ได้ปรับตัวขึ้น 2.10 – 2.20 บาท / กก. จาก 1.90 บาท / กก.

“ไม้ยางแปรรูปะเข้าสู่กระบวนการผลิตโดยใช้น้ำยา จะกลายเป็นผลิตภัณฑ์คงทนไม่เสื่อมสภาพ สามารถสต๊อกได้เมื่อราคาไม่ตอบรับต่อต้นทุนการผลิต จึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงแต่อย่างใด”

แต่ในส่วนไม้ยางประเภทไม้ฟืนน่ากังวลในส่วนโรงงานไฟฟ้าชีวมวล ที่จะเกิดขาดแคลนได้ที่จะนำเป็นพลังงานผลิตเชื้อเพลิงไฟฟ้า เพราะกลุ่มไม้ป่าสวนผลไม้ทยอยโค่นแทบจะไม่พอ จึงมีการรณงค์ปลูกไม้ป่า เช่น กกระถินเทพา กระถินณรงค์  มีการประกันราคา 00.80 บาท / กก. ซึ่งมีอายุ 3 ปี สามารถตัดนำมาแปรรูปเป็นพลังงานเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า

แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไม้ยางเกิดภาวะขาดแคลน เพราะในการโค่นสงเคราะห์ปลูกใหม่ของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จำนวน 200,000 ไร่ / ปี จากเดิมโค่น จำนวน 400,000 ไร่ / ปี  เพราะ กยท.มีงบประมาณไม่พอที่ให้ทุนสงเคราะห์โค่นปลูกใหม่ โดยเก็บเงินเซสจากการส่งออกยางได้ประมาณ 8,000 ล้านบาท / ปี  แต่มีการขอทุนสงเคราะห์ปลูกใหม่ประมาณ 350,000 – 400,000 ไร่ / ปี

“หากให้พอตามความต้องการสงเคราะห์ 400,000 ไร่ รัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณสนับสนุนอีก 200,000 ไร่ เป็นเงิน 4,000 ล้านบาท / ปี จำนวน 20,000 บาท / ปี / ไร่ ปัจจุบันในการขอทุนสงเคราะห์จึงต้องรอคิวถึง 3 ปี”

แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า การให้ให้ทุนสงเคราะห์ สกย.ได้ให้ทุนเพิ่มจาก 16,000 บาท เป็น 20,000 บาท  เพื่อดึงดูดชาวสวนยาง เพราะมีการโค่นยางปลูกทุเรียน ปาล์มน้ำมันฯลฯ กันเพิ่มขึ้นทุกปี ทาง สกย.จึงไม่มีการปรับราคาโค่นยางแล้วหันไปปลูกทุเรียน ปาล์มน้ำมัน ที่ยังคงราคาที่ 12,000 บาท / ไร่ /ปี  ส่งผลให้ปัจจุบันยางในความดูแลของ สกย.จำนวน 24 ล้านไร่ และอยู่ดูแลในความดูและของหน่วยอื่น จำนวน 10  ล้านไร่  ภาพรวมยางทั้งประเทศมี 34 ล้านไร่ กว่า 2,100 ล้านต้น

“ยางทั้งที่ให้ผลผลิตที่และเพิ่งปลูกที่ยังไม่ให้ผลผลิตและอายุครบกำหนดพร้อมที่จะโค่นโดยที่มีอายุ 25 ปี พร้อมโค่นมีประมาณ 20 – 30 % ซึ่งแปรรูปป้อนอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ และส่งออกต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนคู่ค้ารายใหญ่อันดับต้นของโลก”

แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า ไม้ยางโดยเฉลี่ยพร้อมโค่นจะมีอายุ 25 ปี มีทั้งต้นขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ และขนาดจัมโบ้ น้ำหนักแต่ละต้นเฉลี่ยมี 300 และ 400 กก. และ 500 กก. สวนยางเดิมจะมีประมาณ 70 ต้น / ไร่ เฉลี่ยราคาที่ทรงตัว 1.90 บาท / กก. ประมาณ 40,000 – 50,000 บาท / ไร่ เป็นไปตามภาวะกลไกการตลาดที่ราคาจะปรับขึ้นและลง ภาพรวมที่โค่นยางต่อปี 200,000 ไร่ / ปี จะเป็นเงินหมุนเวียนกว่า 10,000 ล้านบาท เฉพาะยางไม้เกรด ยังไม่รวมถึงไม้ยางในกลุ่มเศษไม้ ส่วนนี้จะนำไปเป็นพลังงานเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่มีประมาณ 30 ตัน / ไร่ ที่โค่นจำนวน 200,000 ไร่ / ปี ที่มีมูลค่ากว่า 5,400 ล้านบาท / ปี

ยางและไม้ยางที่หดหายไปต่อปีไปจากตลาด จากเดิมที่โค่นตามนโยบายของ สกย. / ปี  โดยชาวสวนยางขอทุนบางปีถึงจำนวน 400,000 ไร่ / ปี แต่ในระยะหลังทาง สกย.ต้องชะลอโค่นไป 200,000 ไร่ โค่นเพียง 200,000 ไร่ / ปี เพราะ กยท.ไม่มีเงินพอดำเนินการตามกำหนดเดิม  เงินจากไม้ยางจึงได้หดตัวไปมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท / ปี

ในขณะเดียวกัน ในส่วนของไม้ยางที่เป็นไม้ตกเกรดตกไซซ์ ทั้งลำต้น กิ่ง ก้าน โคน และรากยาง จะมีประมาณ 30,000 กก./ ไร่จากจำนวน 200,000 ไร่ ประมาณ 6,000 ล้าน กก. ตามราคาที่ทรงตัว 00.80 – 00.90 บาท / กก. ภาพรวมจะเป็นเงินถึง 5,400 ล้านบาท / ปี ที่เป็นรายได้.

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

จากอดีตข้าราชการป่าไม้ โค่นสวนยาง 40 ไร่ ปลูกทุเรียนกว่า 1,200 ต้น ริมเทือกเขาบรรทัด

จากอดีตข้าราชการป่าไม้ "นายสนิท องศารา" หรือ "ลุงหนิด" วัย 65 ปี ตัดสินใจโค่นสวนยางพารากว่า 40 ไร่สู่เจ้าของสวนทุเรียนขนาดใหญ่ในพื้นที่ ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง "ลุงหนิด" วัย 65 ปี บอกว่า  หลังเกษียณอายุราชการ ตัดสินใจโค่นสวนยางพารากว่า 40 ไร่เพื่อปลูกทุเรียน 4 สายพันธุ์...