หน้าแรกข่าวล่าสุด"ศรีตรัง" กวาดกำไร 689ล. แรงหนุนราคายาง ยันไม่ทบตลาดสหรัฐ ยอดส่งออกแค่10%

“ศรีตรัง” กวาดกำไร 689ล. แรงหนุนราคายาง ยันไม่ทบตลาดสหรัฐ ยอดส่งออกแค่10%

-

บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (“STA” หรือ “บริษัทฯ”) ประกาศผลงานไตรมาส 1/2568 ที่แข็งแกร่ง ทำรายได้จากการขายและบริการ 34,385 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 689 ล้านบาท เติบโตแข็งแกร่งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคายางธรรมชาติและปริมาณการขายยางที่เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 6 ไตรมาส รวมถึงราคาถุงมือยางที่เพิ่มขึ้น คาดมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ไม่ส่งผลกระทบโดยตรงกับบริษัทฯ มากนัก เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐฯ เพียง 10% และเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้นจากการปรับขึ้นภาษีครั้งนี้ ด้านผู้บริหารมอนิเตอร์สถานการณ์ต่อเนื่อง วางกลยุทธ์มุ่งเน้นบริหารสต๊อกอย่างมีประสิทธิภาพและดำเนินธุรกิจอย่างยืดหยุ่น   

นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ผู้นำธุรกิจยางธรรมชาติครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของโลกและผู้ผลิตถุงมือยางอันดับหนึ่งของประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2568 ของบริษัทฯ เติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้จากการขายและบริการ 34,385 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและ 3.4% จากไตรมาสก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 689 ล้านบาท พลิกจากผลขาดทุนในช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 19.4% จากไตรมาสก่อนหน้า แม้ว่าผลการดำเนินงานจะปรับตัวดีขึ้นแต่เนื่องจากในไตรมาส 4/2567 บริษัทฯ มีรายได้พิเศษจากดอกเบี้ยรับคืนจากเงินกู้ระยะยาวจำนวน 483 ล้านบาท ที่ได้รับการสนับสนุนจากการยางแห่งประเทศไทย ทำให้ภาพรวมกำไรลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ปัจจัยหลักของการเติบโตมาจาก 2 ส่วน ได้แก่ 1) ราคายางธรรมชาติและถุงมือยางที่เพิ่มขึ้น โดยราคายางแท่ง TSR20 ณ ตลาด SICOM ไตรมาส 1/2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 197 เซนต์ต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 13% จากราคาเฉลี่ยทั้งปี 2567 ที่ 174 เซนต์ต่อกิโลกรัม และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีราคาเฉลี่ย 196 เซนต์ต่อกิโลกรัม และ 2) ปริมาณการขายยางธรรมชาติรวมทุกประเภทที่เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 6 ไตรมาสอยู่ที่  396,955 ตัน เติบโต 24.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 2.6% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นยอดขายจากการส่งมอบยาง EUDR ราว 43,000 ตัน สะท้อนถึงดีมานด์ที่มีต่อเนื่องแม้ชะลอตัวบ้างเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า นอกจากนี้ อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ร้อยละ 9.1 จากร้อยละ 7.9 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และร้อยละ 7.5 จากไตรมาสก่อนหน้า

นายวีรสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา คาดว่าไม่ได้ส่งผลกระทบกับ
บริษัทฯ มากนัก เนื่องจากกลุ่มบริษัทศรีตรัง มีสัดส่วนรายได้จากการขายยางธรรมชาติและถุงมือยางไปยังสหรัฐฯ เพียง 10% ของรายได้รวมในปีที่ผ่านมา และสหรัฐฯ มีการบริโภคยางธรรมชาติเพียง 4-5% ของความต้องการใช้รวม
ทั่วโลกเท่านั้น เนื่องจากไม่มีฐานการผลิตยางรถยนต์ตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยางธรรมชาติถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าที่ได้รับยกเว้นจากการปรับขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม   แม้ผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติของไทยอาจไม่ได้อยู่ในกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่บริษัทฯ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากบริษัทฯ อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยางล้อซึ่งอาจมีผลกระทบทางอ้อม โดยสถานการณ์ในช่วงนี้ลูกค้าในไทยและต่างประเทศอยู่ในระหว่างประเมินความชัดเจนจากการเจรจาต่อรองกับสหรัฐฯ ของไทยและประเทศอื่นๆ โดยประเมินว่าหากสถานการณ์มีความชัดเจนขึ้น บริษัทฯ จะได้รับผลเชิงบวกด้านคำสั่งซื้อจากการมีความสัมพันธ์ที่ดีและได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้า ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ขยายกำลังการผลิตยางธรรมชาติ โดยเฉพาะยางแท่ง (TSR) แล้วเสร็จไปกว่า 90% ของเป้าหมาย 4.0 ล้านตันภายในปี 2569 จากแผนลงทุนที่ดำเนินการมาตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

“เรายังคงมุ่งเน้นการบริหารสต๊อกให้มีประสิทธิภาพและรักษาความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ เพื่อรับมือกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ มาตรการภาษี และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเน้นการสื่อสารกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด และปี 2568 จะเป็นปีที่บริษัทฯ ดึงศักยภาพจากการลงทุนในกำลังการผลิตที่ได้ดำเนินการไปแล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเราจะทยอยเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ให้สอดคล้องกับคำสั่งซื้อในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตของกลุ่มบริษัทศรีตรังในระยะยาว” นายวีรสิทธิ์ กล่าวเสริม

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...