Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดไขข้อสงสัย! DNA ปลาหมอคางดำบทพิสูจน์ใครเป็นต้นเหตุการระบาด?

ไขข้อสงสัย! DNA ปลาหมอคางดำบทพิสูจน์ใครเป็นต้นเหตุการระบาด?

-

การถกเถียงเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) ในแหล่งน้ำของประเทศไทย โดยมีข้อกล่าวหาว่าปลาที่นำเข้าโดยบริษัทเอกชนอาจเป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปดังกล่าวควรได้รับการพิจารณาจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะ การตรวจสอบ DNA ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่าปลาที่นำเข้ามีความเกี่ยวข้องกับปลาที่กำลังระบาดหรือไม่

การตรวจสอบ DNA มีความสำคัญมากก็เพราะ DNA เป็นรหัสพันธุกรรมที่สามารถบอกที่มาของสิ่งมีชีวิตและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างประชากรปลา การศึกษาพันธุกรรมจะช่วยให้เราสามารถแยกแยะได้ว่าปลาหมอคางดำที่พบในธรรมชาติเป็นกลุ่มเดียวกับปลาที่นำเข้าหรือเป็นประชากรที่มีถิ่นกำเนิดแตกต่างกัน การพิสูจน์ด้วย DNA มีความแม่นยำสูงกว่าการใช้ลักษณะภายนอกเป็นเกณฑ์วิเคราะห์

สำหรับวิธีการตรวจสอบ DNA เพื่อพิสูจน์ต้นกำเนิดของปลามีหลายวิธี เพื่อลงไปในรายละเอียดของ DNA เพื่อเปรียบเทียบความเหมือนและแตกต่างของพันธุกรรมให้ได้มากที่สุด อาทิ
• การวิเคราะห์ลำดับพันธุกรรม (DNA Sequencing & Phylogenetic Tree)
• การถอดรหัสพันธุกรรมจากตัวอย่างปลาที่นำเข้าและปลาที่พบในธรรมชาติ
• การนำลำดับ DNA มาเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลพันธุกรรมสากล
• การใช้แผนภูมิวิวัฒนาการ (Phylogenetic Tree) เพื่อแสดงความแตกต่างทางพันธุกรรมของประชากรปลา
• การเปรียบเทียบความแตกต่างของ SNPs และ Haplotype Diversity
• SNPs (Single Nucleotide Polymorphisms) เป็นตำแหน่งที่ DNA มีการเปลี่ยนแปลงเพียง 1 จุด ซึ่งสามารถใช้ระบุความแตกต่างของประชากรปลาได้
• Haplotype Diversity ช่วยระบุว่าปลาทั้งสองกลุ่มมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันหรือเป็นประชากรที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ การวิเคราะห์โครงสร้างประชากร (Population Genetics Analysis) ด้วยการคำนวณค่า FST (Fixation Index) เพื่อวัดระดับความแตกต่างของประชากรปลา หากค่า FST สูง แสดงว่าปลาทั้งสองกลุ่มมีต้นกำเนิดที่แยกจากกัน และการใช้แบบจำลองทางพันธุกรรม เช่น STRUCTURE Analysis เพื่อแสดงกลุ่มประชากรที่มีความแตกต่างกัน ล้วนเป็นวิธีการช่วยยืนยันความแม่นยำของการตรวจสอบ

ในส่วนของภาครัฐ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกรมประมง ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าการหาต้นตอที่ปล่อยปลาหมอคางดำระบาด ซึ่งนายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมงชี้แจงว่า เนื่องจากปลาหมอคางดำนำเข้ามาในประเทศไทยโดยบริษัทเอกชนจากประเทศกานา เมื่อปี 2553 ห่างจากปี 2567 ที่ปลาหมอคางดำระบาดในไทยราวสิบกว่าปี กรมฯ จึงหารือกับกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขอข้อมูลพันธุกรรมปลาหมอคางดำจากประเทศกานานำมาวิเคราะห์สืบสวนหาต้นตอ

“ข้อมูลทางพันธุกรรม (ปลาหมอคางดำ) ที่มีการระบาดอยู่ในไทย กรมประมงมีแต่ข้อมูลต้นทางที่ว่า ปลาหมอคางดำที่นำเข้าเป็นชุดเดียวกันกับที่ระบาดหรือไม่ ยังไม่มี กรมฯ จึงได้ประสานไปยังสถานทูตกานา ขณะนี้ได้ประชุมร่วมกันแล้ว 1 ครั้ง แต่ข้อมูลที่ขอไปนั้นทางต้นทางยังไม่ส่งมาให้ ทำให้ยังไม่พบว่า ผู้ใดเป็นคนปล่อยปลาหมอคางดำ” นายบัญชา กล่าว

ข้อสังเกตสำหรับคนไทยเกี่ยวกับกรณีปลาหมอคางดำนี้ ขอให้ใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานการตัดสินใจว่าจะเชื่อหรือไม่ ซึ่งการวิเคราะห์ DNA เป็นกระบวนการที่แม่นยำและได้รับการยอมรับทั่วโลกในการพิสูจน์ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิ และไม่ควรด่วนสรุปโดยขาดหลักฐานที่ชัดเจน เพราะอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดในสังคม ที่สำคัญควรรอผลการพิจารณาของศาล ในการพิจารณาคดีตามกระบวนการยุติธรรมต้องอาศัยหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือ จากข้อมูลเชิงประจักษ์มากกว่าข้อมูลด้านเดียวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควรใช้แนวทางที่มีข้อมูลรองรับ หากพบว่าปลาหมอคางดำส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ วิธีแก้ไขควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลวิทยาศาสตร์

การตรวจสอบ DNA ของปลาหมอคางดำเป็นเครื่องมือสำคัญในการระบุ ว่า ปลาที่บริษัทเอกชนนำเข้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดหรือไม่ จึงจำเป็นต้องอดใจรอผลการวิเคราะห์ทางพันธุกรรม ที่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าปลาที่นำเข้าและปลาที่แพร่ระบาดมีความแตกต่างกัน หรือมีความเหมือนกันอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น สังคมไทยควรพิจารณาข้อมูลจากหลายฝ่ายและให้ความสำคัญกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และรอผลการพิจารณาของศาลอย่างเป็นธรรม./

โดย…ไศลพงศ์ สุสลิลา นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อม

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

จากคนเคยลำบาก…สู่เจ้าของร้านใจบุญข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ 60 บาทอิ่มไม่อั้น

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่บีบรัดผู้คนในทุกระดับ ยังมีเรื่องราวเล็กๆ ที่สะท้อน “ความอิ่ม” ที่ยิ่งใหญ่กว่าความอิ่มท้อง ร้านข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ “เป็นต่อ” ตั้งอยู่ริมถนนดอนตูม–นครปฐม ในพื้นที่อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม อาจเป็นเพียงร้านอาหารธรรมดาในสายตาใครหลายคน แต่สำหรับลูกค้าจำนวนมาก ที่นี่คือ “ที่พึ่งของความหิว” ด้วยราคาเพียง 60 บาท ลูกค้าสามารถตักข้าวราดแกงได้ไม่อั้น ไม่จำกัดเวลา มีเมนูให้เลือกหลากหลาย ทั้งต้ม ผัด แกง ทอด น้ำพริก ผักสด รวมถึงก๋วยเตี๋ยวไก่และขนมหวาน สลับหมุนเวียนไม่ซ้ำในแต่ละวัน จนกลายเป็นร้านยอดนิยมในเวลาเพียง 1 เดือน ลูกค้าทั้งในพื้นที่...