Google search engine
หน้าแรกข่าวล่าสุดแม่ค้าไก่ทอด-กล้วยทอด โอดน้ำมันปาล์มแพงดันต้นทุนพุ่ง กำไรหดหาย

แม่ค้าไก่ทอด-กล้วยทอด โอดน้ำมันปาล์มแพงดันต้นทุนพุ่ง กำไรหดหาย

-

ยะลา-ร้านข้าวไก่ทอด กล้วยทอด  ยังคงขายราคาเดิมแม้ราคาน้ำมันปาล์มจะปรับขึ้นเท่าตัว ทางร้านยังคงขายราคาเดิมหวั่นลูกค้าหายเพราะประชาชนมีรายได้ลดลง แม้ต้นทุนจะสูงขึ้นกำไรน้อยลง

นางปราณี แซ่ฉ่าง วัย 60 ปี เจ้าของร้านข้าวไก่ทอดเจ๊ณี ตั้งอยู่ปากซอยสมันตรัฐ ในเขตเทศบาลเมืองเบตง จ.ยะลา ร้านไก่ทอดรสเด็ดราคาถูก ขวัญใจชาวเบตงและชาวมาเลเซีย ที่ยังคงขายราคาเดิม ข้าวเหนียวห่อละ 10 บาท ส่วนไก่ทอดราคาเริ่มต้นที่ 15 บาท และ 70 บาทเท่านั้น โดยนางปราณี แซ่ฉ่าง หรือเจ๊ณี เผยว่า ช่วงนี้ราคาน้ำมันปาล์มปรับราคาแพงขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทอดไก่และมีความจำเป็นต้องใช้จำนวนมากต่อวัน เนื่องจากต้องใช้กระทะทอดไก่สดและเครื่องใน 2 กระทะ และต้องใส่น้ำมันเกือบเต็มกระทะ

โดยใช้น้ำมันปาล์มของไทยไม่ได้ใช้น้ำมันปาล์มถุงจากมาเลเซียถึงแม้ว่าจะราคาถูกกว่า  เพราะคุณภาพน้ำมันปาล์มของไทยมีคุณภาพดีกว่าไม่มีกลิ่นหืน เพราะส่วนมากมีการเติมสารกันหืนจากโรงงานน้ำมันปาล์ม จึงใช้แต่น้ำมันปาล์มของไทยมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งราคาน้ำมันปาล์มของไทยมีการปรับราคาเพิ่มสูงขึ้นเท่าตัว ส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่ที่ร้านยังคงยืนยันที่จะขายราคาเดิมโดยไม่มีการขึ้นราคาแต่อย่างใด เพื่อลูกค้าที่มาอุดหนุนด้วยดีเสมอมาตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี โดยไม่ฉวยโอกาสปรับราคาขึ้นแต่อย่างใด ลูกค้าก็ยังคงเดิมไม่มีลดลง ขายหมดไม่มีเหลือทุกวันแต่หากขึ้นราคาคิดว่าลูกค้าต้องลดลงแน่นอนเพราะช่วงนี้เศรษฐกิจแย่ประชาชนมีรายได้ลดลง

ขณะที่ร้านขายกล้วยทอด มันทอด ฟักทองทอด ในเขตเทศบาลเมืองเบตง จ.ยะลา ของ นางรจนา บุญประกอบ แม่ค้ากล้วยทอด เผยว่า หลังน้ำมันปาล์มปรับราคาขึ้น แต่กล้วยทอดที่ร้านยังไม่ได้ปรับราคาขึ้นยังคงขายราคาเดิม 6 ชิ้น 20 บาท ทุกอย่างที่ขาย นอกจากน้ำมันปาล์มปรับราคาแล้ว มะพร้าวที่เป็นส่วนประกอบในการทำกล้วยทอดก็ปรับราคาขึ้นเช่นกัน โดยกะทิสดก่อนหน้านี้ กก.ละ 60 บาท ตอนนี้ปรับขึ้นเป็น 90 บาท ต่อ กก. นอกจากนี้ ยังมีแป้งทอดกรอบก่อนหน้านี้ถุง 500 กรัม ราคา 30 บาท ปรับขึ้นเป็น 35 บาท

โดย..เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา 

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

อดีตคุณครูนราธิวาสตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อกิจการผ้าบาติกวาดมือ

นางสาวซูวารียะ มะรีเป็น หรือ “กะรัส” อดีตคุณครูผู้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดในจังหวัดนราธิวาสเพื่อสานต่อกิจการผ้าของครอบครัว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Rasbutik เติบโตจากร้านค้าผ้าแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจบาติกวาดมือที่มีทิศทางชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชนและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้จริง เดิมทีครอบครัวมีประสบการณ์ค้าขายผ้ามาเป็นเวลายาวนาน โดยเริ่มจากการจำหน่ายผ้าสำเร็จรูปและนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เมื่อคลุกคลีกับวงการผ้ามากขึ้นจึงค่อย ๆ เห็นเสน่ห์ของผ้าบาติก ทั้งลวดลายที่มีเอกลักษณ์และความสบายในการสวมใส่ แต่กะรัสมองว่า หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและสร้างคุณค่ากับพื้นที่ การเป็นเพียง “ผู้ขาย” อาจไม่เพียงพอ จึงเริ่มขยับบทบาทสู่การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตด้วยตนเองอย่างจริงจัง หัวใจของ Rasbutik คือการผลิต “บาติกวาดมือ” ที่อาศัยทักษะและความประณีตในทุกขั้นตอน...