หน้าแรกข่าวล่าสุดยันเพลี้ยกระโดดหลังขาวไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ พร้อมแนะวิธีกำจัด

ยันเพลี้ยกระโดดหลังขาวไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ พร้อมแนะวิธีกำจัด

-

นายศรุต  สุทธิอารมณ์ นายกสมาคมกีฏและสัตววิทยาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีแมลงชนิดหนึ่ง” บุกที่พักอาศัย หล่นเต็มพื้น และตกอยู่เต็มกระโปรงหลังคารถ นั้น จากการตรวจสอบข้อมูลทางวิชาการพบว่าแมลงชนิดนี้ คือ เพลี้ยกระโดดหลังขาว ซึ่งเป็น แมลงจำพวกปากดูด ตัวเต็มวัยคล้ายกับเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  แต่ปีกมีจุดดำที่กลางและปลายปีก   และมีแถบสีขาวตรงส่วนอกระหว่างฐานปีกทั้งสอง

ตัวเต็มวัยมีสีน้ำตาลถึงสีดำ ลำตัวสีเหลือง มีแถบสีขาวเห็นชัดอยู่ตรงส่วนอกระหว่างฐานปีกทั้งสอง เพศเมียสามารถวางไข่ได้ 300-500 ฟอง ในชั่วชีวิตประมาณ 2 สัปดาห์ ตัวอ่อนมี 5 ระยะ ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยอาศัยอยู่บริเวณกอข้าวเช่นเดียวกับเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่ตัวเต็มวัยชอบอาศัยอยู่บริเวณกลางต้นข้าวเหนือระดับที่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอยู่

เพลี้ยกระโดดหลังขาวตัวเต็มวัยเข้ามาในแปลงข้าวช่วง 30 วันแรกหลังจากเป็นต้นกล้า โดยจะอาศัยอยู่บริเวณโคนต้นข้าว ใน 1 ฤดูปลูกสามารถเจริญเติบโตขยายพันธุ์ได้น้อยชั่วอายุกว่าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และชอบดูดกินน้ำเลี้ยงบนข้าวต้นอ่อน และขยายพันธุ์เป็นพวกปีกยาว จากนั้นจะอพยพออกจากแปลงข้าวก่อนที่ข้าวจะออกดอก กับดักแสงไฟสามารถดักจับตัวเต็มวัยได้เป็นจำนวนมาก เพลี้ยกระโดดหลังขาวพบเป็นแมลงประจำท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนบนมากกว่าภาคกลาง ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดหลังขาวจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากโคนกอข้าว ต้นข้าวที่ถูกทำลายใบมีสีเหลืองส้ม ซึ่งต่างจากต้นข้าวที่ถูกเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทำลายจะแสดงอาการใบสีน้ำตาล แห้ง  เมื่อมีปริมาณแมลงมาก ต้นข้าวอาจจะถูกทำลายจนเหี่ยวและแห้งตายในที่สุด

“จากกรณีที่พบเพลี้ยกระโดดหลังขาวบินเข้ามาตามที่พักอาศัยของประชาชนนั้น อาจมาจากสภาพอากาศในปีนี้และช่วงเวลานี้มีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของแมลงชนิดนี้ และในพื้นที่แมลงบินเข้ามาอาจอยู่ใกล้กับพื้นที่ปลูกข้าวในเขตชานเมือง เพลี้ยกระโดดหลังขาวซึ่งมีพฤติกรรมเข้าหาแสงไฟในตอนกลางคืนจึงบินเข้าหาแสงไฟ อย่างไรก็ตาม เพลี้ยกระโดดหลังขาวจัดเป็นแมลงศัตรูพืชจึงไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่อาจสร้างความรำคาญหากมีปริมาณมาก ดังนั้นในช่วงที่เพลี้ยกระโดดหลังขาวระบาด จึงควรเปิดไฟเฉพาะที่จำเป็น หรือ ติดกับดักแสงไฟซึ่งจะสามารถดักจับตัวเต็มวัยได้เป็นจำนวนมาก” นายศรุต กล่าว

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

- Advertisment -spot_img

ข่าวล่าสุด

“บุนยามีน มีเต๊ะ”เกษตรกรต้นแบบเลี้ยง “ผึ้งชันโรง”สร้างรายได้-เพิ่มมูลค่าทรัพยากรท้องถิ่นสุไหงโก-ลก

บุนยามีน มีเต๊ะ เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งชันโรงในหมู่ที่ 2 ตำบลปูโยะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เริ่มเลี้ยงผึ้งชันโรงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 จากความสนใจส่วนตัวและความต้องการสร้างรายได้เสริมให้ครอบครัว ต่อมาได้พัฒนาการเลี้ยงให้เป็นกิจกรรมที่มีโอกาสต่อยอดสู่การสร้างรายได้และกระจายผลประโยชน์ในชุมชน ปัจจุบันฟาร์มมีผึ้งชันโรงมากกว่า 100 รัง เลี้ยง 2 สายพันธุ์ ได้แก่ อิตาม่าและโทราซิก้า ซึ่งผู้เลี้ยงเห็นว่าเหมาะกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ โดยทั่วไปสามารถเก็บผลผลิตได้เดือนละ 1 ครั้ง ปริมาณประมาณ...